SCG เดิมพันเวียดนามบ้านหลังที่สอง ดันพอร์ตแสนล้าน ยึดฐานผลิตโลก

SCG เดิมพันเวียดนามบ้านหลังที่สอง ดันพอร์ตแสนล้าน ยึดฐานผลิตโลก

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สปอตไลต์ดวงใหญ่ของนักลงทุนต่างจับจ้องมายัง “เวียดนาม” เพื่อนบ้านดาวรุ่งที่กำลังเร่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรง ล่าสุดกลุ่มเอสซีจี (SCG) ได้ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญยกให้เวียดนามเป็น “บ้านหลังที่สอง” อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกางแผนใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกทดแทนข้อจำกัดด้านต้นทุนในไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมมหาศาลกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 28% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของกลุ่ม สะท้อนเดิมพันครั้งใหญ่บนฐานเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวทีโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

ฮานอย – นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญที่ SCG เข้าไปดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี โดยปัจจุบันมีประชากรกว่า 100ล้านคน และกว่า 70% อยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็น “Golden Generation” อายุเฉลี่ยเพียง 32 ปี ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกลายเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อน GDP ได้ถึง 60% นอกจากนี้เวียดนามยังมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตที่ยากจะปฏิเสธ โดยเฉพาะค่าแรงที่ถูกกว่าไทยประมาณ 15-20% และค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าถึง 30-35% ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ภายใต้กลยุทธ์ “Regional Optimization” เอสซีจีมุ่งบริหารจัดการทรัพยากรข้ามพรมแดนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยวางบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ขณะที่เวียดนามจะถูกปั้นให้เป็นฐานการผลิตสินค้าแมส (Mass Production) และฐานส่งออกหลักเนื่องจากความได้เปรียบด้านต้นทุนและสิทธิประโยชน์จากข้อตกการค้าเสรี (FTA) กว่า 17 ฉบับ ครอบคลุม 60 ประเทศทั่วโลก ทำให้สินค้าที่ผลิตจากเวียดนามสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก เช่น การส่งออกไปยุโรปและสหรัฐฯ ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในระดับสูง

SCG
นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม

เจาะสมรภูมิกระเบื้อง: “ไพรม์ กรุ๊ป” หัวหอกยึดหัวหาดครองแชมป์เบอร์ 1

หนึ่งในธุรกิจที่สะท้อนความสำเร็จได้ชัดเจนที่สุดคือวัสดุตกแต่งพื้นผิว ภายใต้การนำของ เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) ซึ่งเข้าซื้อกิจการ “ไพรม์ กรุ๊ป” (Prime Group) ตั้งแต่ปี 2555 จนปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในเวียดนาม ด้วยกำลังการผลิต 80 ล้านตารางเมตรต่อปี นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์เวียดนามกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะโครงการระดับกลางถึงพรีเมียมที่นิยมใช้กระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (GP) ทำให้ PRIME เตรียมขยายกำลังผลิตกระเบื้อง GP จาก 19 ล้านตารางเมตรในปี 2568 เป็น 25.6 ล้านตารางเมตรในปี 2569 และตั้งเป้าพุ่งสู่ 45 ล้านตารางเมตรในอนาคต

กลยุทธ์ของ PRIME ในวันนี้คือการยกระดับสินค้าสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้นเพื่อหนีการแข่งขันด้านราคา โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าสูง (HVA) ให้ถึงระดับที่น่าพอใจ ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่ม HVA ของ PRIME มีรายได้เติบโตต่อเนื่องแตะ 17% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นอกจากนี้ยังมีการขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มสุขภัณฑ์แบรนด์ COTTO ผ่านตัวแทนจำหน่ายกว่า 44 รายทั่วประเทศ และสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างปูนกาวและยาแนว เพื่อสร้างความครบวงจรในการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเวียดนามรุ่นใหม่

ความแข็งแกร่งของฐานผลิตในเวียดนามยังช่วยให้ PRIME กลายเป็น “Export Hub” สำคัญที่ส่งออกสินค้าไปยังกว่า 24 ประเทศทั่วโลก โดยต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากจีนได้อย่างสูสี ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการลดของเสียในกระบวนการผลิต (Reformulation) ส่งผลให้ดัชนีต้นทุนการผลิต (Total Cost Index) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 124 ในปี 2567 ลงมาอยู่ที่ 97 ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่พิสูจน์ถึงขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

SCG
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD

ปฏิรูปภาครัฐและนโยบายใหม่: กุญแจไขประตูสู่ความเชื่อมั่นนักลงทุน

แม้จะมีความท้าทายจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเวียดนามได้เร่งเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนด้วยการปฏิรูปกฎหมายที่ดินและกฎหมายธุรกิจที่อยู่อาศัยที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2567-2568 เพื่อสร้างความโปร่งใสและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น เช่น การปรับลดขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้าผ่านมติ Resolution 171 รวมถึงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมอสังหาฯ ให้เป็น “แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อความต้องการวัสดุตกแต่งของเอสซีจี

นอกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เวียดนามยังเดินหน้าปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ทั้งการสร้างทางด่วน สนามบิน และระบบราง เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์ทั้งประเทศเข้าด้วยกัน รัฐบาลยังได้กำหนดนโยบาย “Green Building” ที่ตั้งเป้าให้เขตเมืองใหม่ต้องผ่านเกณฑ์เมืองสีเขียวอย่างน้อย 50% ภายในปี 2593 ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเอสซีจีที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ทั่วประเทศ

ในเชิงยุทธศาสตร์ทำเลที่ตั้ง PRIME ได้ใช้ประโยชน์จากท่าเรือหลักกว่า 34 แห่งตามแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะโรงงาน 5 แห่งในภาคเหนือที่ใกล้ท่าเรือไฮฟองและกวางนินห์ และอีก 1 แห่งในภาคกลางที่ใกล้ท่าเรือดานัง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสำหรับการค้าขายกับจีน สหรัฐฯ และยุโรป ความพร้อมทางด้านโลจิสติกส์นี้ร่วมกับการปฏิรูปภาครัฐที่ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานราชการ ทำให้เวียดนามกลายเป็นประตูการค้าที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รากฐานความยั่งยืน ESG: การเติบโตเคียงข้างสังคมเวียดนามอย่างมั่นคง

ในด้านความยั่งยืน (ESG) SCG ได้นำแนวทาง “Green Manufacturing” มาใช้อย่างจริงจังผ่านโครงการประหยัดพลังงานในเครือ PRIME Group เช่น การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Heat Recovery) และการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) แทนถ่านหินผ่านระบบ Gasifier เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emission ของทั้งองค์กรและรัฐบาลเวียดนาม โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนแต่ยังสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับสากล

นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจ เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการเป็นพลเมืองที่ดีผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่หลากหลาย เช่น การมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนผู้ยากไร้ และโครงการด้านความปลอดภัย ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับสังคมเวียดนามอย่างยั่งยืน การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “Top 100 Sustainable Enterprises in Vietnam” ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน และรางวัลธุรกิจที่ดูแลพนักงานยอดเยี่ยม (Businesses that Take Good Care of Employees) ประจำปี 2567-2568

โดยสรุป เดิมพันของเอสซีจีในเวียดนามคือการวางรากฐานทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ที่ผสานจุดแข็งระหว่างนวัตกรรมของไทยกับฐานผลิตต้นทุนต่ำและตลาดที่เติบโตสูงของเวียดนาม ภายใต้แนวคิด Regional Optimization ที่จะเป็นกุญแจสำคัญสู่เป้าหมายการเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 หากเศรษฐกิจไทยคือนักวิ่งมาราธอนรุ่นเก๋า เวียดนามก็เปรียบเสมือนนักวิ่งหนุ่มไฟแรงวัย 32 ปีที่เต็มไปด้วยพลัง และการที่เอสซีจีเลือกจับมือเติบโตไปพร้อมกับนักวิ่งคนนี้ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุดเพื่อมุ่งสู่เส้นชัยในทศวรรษหน้าอย่างมั่นคง

#SCG, #VietnamEconomy, #เศรษฐกิจเวียดนาม, #การลงทุน, #ธุรกิจอาเซียน, #SCGDecor, #PrimeGroup, #GDPเวียดนาม, #ส่งออก, #ตลาดหุ้น, #SCGเวียดนาม, #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts