SCGD กำไรพุ่ง 1,010 ล้าน ปันผลฉ่ำสู้เศรษฐกิจเวียดนามฐานทัพใหม่โตแรง

SCGD กำไรพุ่ง 1,010 ล้าน ปันผลฉ่ำสู้เศรษฐกิจเวียดนามฐานทัพใหม่โตแรง

ท่ามกลางมรสุมอสังหาฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก SCG Decor (SCGD) โชว์ความเกร่งโชว์กำไรปี 68 พุ่งแตะ 1,010 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปั้นเวียดนามเป็นฐานผลิตยักษ์ใหญ่รับดีมานด์โลก ผงาดจ่ายปันผลเพิ่มสร้างความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น


เจาะผลงาน SCGD ปี 68 กำไรโตสวนกระแสแม้ยอดขายชะลอตัว

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยผลประกอบการปี 2568 ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน แต่หากพิจารณาในแง่ความสามารถในการทำกำไร พบว่าบริษัทสามารถทำกำไรสำหรับปีได้ถึง 1,010 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในที่ยอดเยี่ยมท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ท้าทายและการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หากเจาะลึกไปที่ตัวเลขกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา หรือ EBITDA ที่ไม่รวมรายการพิเศษ พบว่าอยู่ที่ 3,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และหากไม่นำผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมาคำนวณ EBITDA และกำไรจะเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นที่ 7% และ 15% ตามลำดับ โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เพียงไตรมาสเดียว บริษัทสามารถทำกำไรได้ถึง 199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำถึงความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนและการปรับโครงสร้างองค์กรที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วงปลายปี

สถานะทางการเงินของ SCGD ในปัจจุบันมีความมั่นคงสูงมาก โดยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 36,588 ล้านบาท พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพจนอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือเพียง 1.1 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำเพียง 0.2 เท่า ด้วยความพร้อมทางการเงินนี้ คณะกรรมการบริษัทจึงมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท โดยแบ่งเป็นปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.15 บาท และจะจ่ายส่วนที่เหลืออีก 0.19 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบแทนผู้ถือหุ้นในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง

ดัน “เวียดนาม” เป็นฮับการผลิตโลก รองรับดีมานด์กระเบื้อง GP พุ่ง

กลยุทธ์สำคัญที่ SCGD มุ่งเน้นคือการยกระดับประเทศเวียดนามให้เป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์การเติบโต โดยมี PRIME GROUP เป็นหัวหอกสำคัญในการผลิตและส่งออกวัสดุตกแต่งพื้นผิวสู่ตลาดอาเซียนและทั่วโลก ในปี 2568 ที่ผ่านมา PRIME ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยปริมาณการขายกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 13.5 ล้านตารางเมตร แสดงให้เห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากทั้งในตลาดท้องถิ่นของเวียดนามและตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงและมีดีไซน์ทันสมัย

เพื่อให้สอดรับกับการเติบโตดังกล่าว SCGD ได้เดินหน้าลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน DAI LOC ในเวียดนามตอนกลาง โครงการขยายโรงงานนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ PRIME มีกำลังการผลิตกระเบื้อง GP รวมสูงถึง 25.6 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 32% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด และบริษัทไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายกำลังการผลิตให้ไปถึง 45 ล้านตารางเมตรภายในปี 2573 เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดในฐานะผู้ผลิตวัสดุตกแต่งรายใหญ่ของภูมิภาค

นอกเหนือจากการเพิ่มปริมาณการผลิตแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านนวัตกรรมและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเน้นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมีความสวยงามระดับสากล การใช้ฐานการผลิตในเวียดนามไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ SCGD สามารถขยายพอร์ตสินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายได้มากขึ้น สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางคู่แข่งจากประเทศจีนและยุโรป

SCGD

กลยุทธ์ HVA-SVP รุกตลาดไทย-อาเซียน เจาะทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

สำหรับการรักษาตำแหน่งผู้นำในประเทศไทย SCGD ได้ชูพอร์ตสินค้ากลุ่มมูลค่าเพิ่มสูงหรือ HVA (High Valued Added) และสินค้ากลุ่มคุณภาพดีราคาจับต้องได้หรือ SVP (Smart Valued Product) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 สินค้ากลุ่ม HVA มีสัดส่วนยอดขายถึง 39% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่ม SVP คิดเป็น 16% การเติบโตนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่สินค้าราคาถูก แต่ยังต้องการนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น นวัตกรรม Wetguard+ จาก COTTO ที่เพิ่มความปลอดภัยเมื่อพื้นเปียก หรือกระเบื้องตกแต่งภายนอกที่มีความทนทานต่อสารเคมีและแสงแดด

บริษัทยังประสบความสำเร็จในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด โดยมียอดขายจากกลุ่มสินค้าใหม่ (New Products) กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 47% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้เกิดจากการพัฒนาสินค้าที่ครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขยายพอร์ตสินค้า SVP อย่างกระเบื้องแฟมิลี และพื้น Floor PRO ที่เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้แบรนด์ของ SCGD สามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดมวลชน (Mass Market) ได้อย่างทั่วถึงและลึกซึ้งกว่าเดิม

ในส่วนของธุรกิจสุขภัณฑ์และการขยายตัวสู่ต่างประเทศ SCGDสามารถเพิ่มจำนวนผู้แทนจำหน่ายเป็น 201 ราย และมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศอยู่ที่ 520 ล้านบาท ขณะที่สินค้ากลุ่มตกแต่งพื้นผิวอย่าง SPC (Stone Plastic Composite) มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 55% โดยมีปริมาณการขายที่ 1.2 ล้านตารางเมตร การปรับลดต้นทุนการผลิต SPC ลงได้ถึง 20% ในไตรมาสสุดท้ายของปี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลก และเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่องไปสู่ภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ซึ่งในปีนี้มียอดขายส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 21%

ลดต้นทุน-อัดพลังงานสะอาด ปั้นโมเดลธุรกิจยั่งยืนรับปี 69

กุญแจสำคัญที่ทำให้ผลกำไรของ SCGDเติบโตท่ามกลางวิกฤตคือการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดและการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกกระบวนการ บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมตั้งแต่ปี 2563 ได้มากกว่า 330 ล้านบาท ผ่านการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการใช้พลังงาน โดยในปี 2568 มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 13.6% และการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นเป็น 23.5% การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังงานสะอาดไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อโลก ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อที่สำคัญของผู้บริโภคในปัจจุบัน

นอกจากด้านพลังงานแล้ว บริษัทยังใช้เทคโนโลยี Automation และหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบสินค้าไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์พ่นสี ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ที่มีประสิทธิภาพผ่านการควบคุมสินค้าคงคลังและการบริหารลูกหนี้การค้า ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่คล่องตัว สามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา รวมถึงการลดต้นทุนทางการเงินด้วยการปรับเปลี่ยนสัญญาเงินกู้ใหม่ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้กว่า 280 ล้านบาทต่อปี

แนวโน้มธุรกิจในปี 2569 SCGDเชื่อมั่นว่าตลาดในเวียดนามจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำวัสดุตกแต่งและสุขภัณฑ์อันดับหนึ่งในภูมิภาค การผสานกลยุทธ์ทั้งการผลิต การขยายตลาด และการดำเนินงานตามแนวทาง ESG จะเป็นฟันเฟืองหลักที่พา SCGDเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนและความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นในระยะยาว

#SCGD #SCGDecor #ผลประกอบการปี68 #กำไรสุทธิ #ปันผล #หุ้นไทย #วัสดุก่อสร้าง #อสังหาริมทรัพย์ #เวียดนาม #พลังงานสะอาด #COTTO #PRIMEGroup

Related Posts