เอสซีจี เดคคอร์ เปิดเกมรุกหนักประกาศวางเวียดนามเป็นเสาหลักที่ 2 แห่งการเติบโต ผสานนวัตกรรมไทยกับต้นทุนเวียดนามสู้ศึกวัสดุตกแต่งพื้นผิวอาเซียน พร้อมเป้าหมาย Net Zero ยั่งยืน
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิวระดับภูมิภาค ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญด้วยการประกาศวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม โดยมุ่งเน้นการยกระดับประเทศเวียดนามให้ขึ้นแท่นเป็น “เสาหลักที่ 2” ในการขับเคลื่อนธุรกิจเคียงคู่ไปกับประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างที่เริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน การขยับหมากครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายสาขา แต่คือการหลอมรวมจุดแข็งจากสองน่านน้ำเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยากจะเลียนแบบ
การเคลื่อนทัพในครั้งนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การผสาน “Soft Power” ด้านการออกแบบและนวัตกรรมชั้นสูงจากไทย เข้ากับ “Production Power” หรือศักยภาพการผลิตและโครงสร้างต้นทุนที่ทรงพลังของเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ยุทธศาสตร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับดีไซน์ที่ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
ภายใต้แผนงานนี้ เอสซีจี เดคคอร์ มุ่งหวังที่จะสร้างความยืดหยุ่นในการทำตลาดอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยการใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออกและฐานการผลิตหลักจะช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันก็ยังรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมียมที่สั่งสมมานาน การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการติดปีกให้กับกลุ่มสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ให้สามารถเจาะเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในวงกว้าง ตั้งแต่ที่พักอาศัยระดับกลางไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ทั่วภูมิภาค
สแกนอินไซด์ผู้บริโภคอาเซียน เคล็ดลับความสำเร็จที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ SCGD เปิดเผยว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทครองความเป็นผู้นำมาได้อย่างยาวนานคือความเข้าใจผู้บริโภคในแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง (Deep Consumer Insight) ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลด้านพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้งานจริงมาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่ตรงใจที่สุด โดยเฉพาะในตลาดไทยและเวียดนามที่ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่ความสวยงามภายนอก แต่ยังให้ความสำคัญกับความทนทานและการตอบโจทย์ด้านสุขอนามัยเป็นอันดับต้นๆ
จากการศึกษาพบว่า เทรนด์การอยู่อาศัยในอาคารชุดและการขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) ส่งผลให้ความต้องการวัสดุที่มีฟังก์ชันประหยัดพื้นที่และดูแลรักษาง่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ เอสซีจี เดคคอร์ ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น กระเบื้องยับยั้งแบคทีเรียหรือสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่ใช้งานง่ายสำหรับคนทุกวัย ซึ่งการมีฐานข้อมูลที่แม่นยำเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างเฉียบคม
นอกจากความต้องการด้านฟังก์ชันแล้ว ความคุ้มค่าในระยะยาว (Value for Money) ยังเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของผู้บริโภคอาเซียนในปัจจุบัน เอสซีจี เดคคอร์ จึงนำโจทย์นี้มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังต้องช่วยลดภาระการซ่อมบำรุงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน การส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ผ่านเครือข่ายคู่ค้าที่แข็งแกร่ง ช่วยให้บริษัทสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า
ถอดรหัส 2 เสาหลัก พลังการผลิต 80 ล้านตารางเมตรสะเทือนวงการ
โครงสร้างกลยุทธ์ใหม่ของ เอสซีจี เดคคอร์ แบ่งออกเป็นสองเสาหลักที่ทำหน้าที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ โดยเสาหลักแรกคือประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมและแบรนด์” (Innovation & Branding Hub) มุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ชั้นนำอย่าง COTTO เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานสินค้าให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยเน้นการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่ผสานเทคโนโลยีด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับสินค้าที่จะนำไปผลิตและจัดจำหน่ายในภูมิภาค
สำหรับเสาหลักที่สองคือเวียดนาม โดยมี PRIME GROUP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือและเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับหนึ่งในเวียดนาม ทำหน้าที่เป็น “หัวจักรการผลิตและส่งออก” (Manufacturing & Export Engine) ด้วยกำลังการผลิตมหาศาลรวมกว่า 80 ล้านตารางเมตร ยุทธศาสตร์นี้จะใช้ศักยภาพด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าและทำเลที่ตั้งที่เอื้อต่อการขนส่งของเวียดนาม ในการเป็นฐานการผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน (GP) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูงและมีอัตรากำไรที่ดี
นายนำพลระบุเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ภายในปี 2568 PRIME GROUP จะเสริมความแข็งแกร่งด้วยการผลิตกระเบื้อง GP กว่า 19 ล้านตารางเมตร และมีแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 25.6 ล้านตารางเมตรในปี 2569 โดยเป้าหมายสูงสุดคือการแตะระดับ 45 ล้านตารางเมตรในอนาคต การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดนี้มาพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกได้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับทั้งดีมานด์ภายในเวียดนามที่กำลังเติบโตและตลาดส่งออกที่สดใส
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหัวใจ ESG มุ่งสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
นอกเหนือจากตัวเลขผลประกอบการและการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เอสซีจี เดคคอร์ ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยตั้งเป้าหมายใหญ่สู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2593 ซึ่งเป้าหมายนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ในทุกกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ และการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผ่านระบบ Biomass Gasifier ในโรงงานที่ประเทศเวียดนาม
การนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิต ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย การจัดการกากของเสียจากการผลิตให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืน
ความสำเร็จด้านความยั่งยืนของ SCGD สะท้อนออกมาผ่านรางวัลและการรับรองระดับสากลมากมาย อาทิ การได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีระดับ 5 ดาว (CGR) และรางวัล ESG Rating ระดับ AA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รางวัลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานการทำงานของ SCGD ทั้งในไทยและเวียดนามอยู่ในระดับมาตรฐานโลก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าระดับนานาชาติและสร้างความเติบโตที่มั่นคงให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
#SCGD #เอสซีจีเดคคอร์ #วัสดุตกแต่งพื้นผิว #PRIMEGroup #เศรษฐกิจอาเซียน #อสังหาริมทรัพย์ #นวัตกรรมก่อสร้าง #ESG #ความยั่งยืน #หุ้นSCGD #ผู้นำอาเซียน

