โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่แห่งใหม่ วงเงินงบประมาณกว่า 657 ล้านบาท ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันครั้งประวัติศาสตร์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นนี้ได้กลายเป็นกระแสร้อนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ทั่วประเทศอีกครั้ง เมื่อปรากฏภาพและข้อมูลยืนยันว่ากลุ่มบริษัทผู้รับเหมาข้ามชาติได้ทำการขนย้ายเครื่องจักรกลหนักและถอนกำลังแรงงานออกจากพื้นที่ก่อสร้างไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงซากโครงสร้างที่ดำเนินการไปได้เพียงร้อยละ 25.13 เท่านั้น เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก บีบให้หน่วยงานตรวจสอบระดับชาติอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เพื่อประเมินความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินและเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นสูงสุด
วิกฤตทิ้งงานเมกะโปรเจกต์สะเทือนวงการรับเหมาและงบแผ่นดิน
โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่แห่งใหม่ ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวงเงินสูงถึง 657,115,400 บาท โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด โดยครอบคลุมงานก่อสร้างอาคารศาลากลางขนาด 4 ชั้น อาคารหอประชุมความจุ 1,000 ที่นั่ง โรงอาหาร อาคารสโมสร และงานปรับปรุงผังบริเวณโดยรอบ ผู้ที่ชนะการประมูลและทำสัญญาก่อสร้างคือ กิจการร่วมค้าที่ประกอบด้วยบริษัทเอกชนไทยและบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยวงเงินสัญญา 539,995,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 1,080 วัน เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้มีมูลค่ามหาศาลและกระทบต่อสถานะทางการคลังของรัฐอย่างชัดเจน จากการรายงานของนายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการที่ได้ให้ข้อมูลต่อหน่วยงานตรวจสอบ พบว่าปัจจุบันภาครัฐได้ทำการเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้างไปแล้วรวมกว่า 144 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าจำนวน 81 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 15 ของมูลค่าสัญญา และการเบิกจ่ายตามงวดงานที่แล้วเสร็จไปแล้วอีก 63,759,200 บาท ในขณะที่เนื้องานบนไซต์ก่อสร้างกลับมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 25 เศษ และยังคงเหลืองานค้างอยู่อีกถึง 201 งวด คิดเป็นวงเงินงบประมาณที่ค้างท่อกว่า 395 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด
การถอนตัวอย่างกะทันหันของผู้รับเหมาข้ามชาติในครั้งนี้ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานก่อสร้างโครงการภาครัฐ การที่บริษัทระดับโลกยอมทิ้งงานและปล่อยให้โครงการสะดุดลง บ่งชี้ถึงปัญหาลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการประมูลงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอราคาที่ต่ำจนขาดสภาพคล่องในการดำเนินงานจริง หรือผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความล้มเหลวทางวิศวกรรม แต่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจและค่าเสียโอกาสของประชาชนชาวจังหวัดแพร่ ที่ต้องทนรอคอยศูนย์กลางการให้บริการภาครัฐแห่งใหม่ที่ถูกแช่แข็งไว้อย่างไม่มีกำหนด ท่ามกลางซากปรักหักพังที่อาจเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา
ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่งัดข้อเท็จจริงโต้ปมทุจริตจัดซื้อที่ดิน
ท่ามกลางกระแสข่าวการทิ้งงานของผู้รับเหมา ได้เกิดข่าวลือและการตั้งข้อสังเกตจากภาคสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อที่ดินและการเอื้อผลประโยชน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อสยบข่าวลือและปกป้องเกียรติภูมิของหน่วยงานราชการ โดยได้เน้นย้ำว่าสถานที่ก่อสร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนที่ราชพัสดุ ดังนั้นจึงไม่มีกระบวนการซื้อขายที่ดินจากภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การจัดการเรื่องพื้นที่ก่อสร้างนั้นเป็นเพียงการขอเช่าที่ดินตามอัตรามาตรฐานของทางราชการ โดยใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายตรงจากกระทรวงมหาดไทยไปยังกระทรวงการคลังโดยตรง
การบริหารจัดการโครงการก่อสร้างในลักษณะนี้ ถือเป็นการนำทรัพย์สินของแผ่นดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม การเลือกใช้ที่ราชพัสดุแทนการเวนคืนที่ดินของประชาชนหรือการซื้อที่ดินแปลงใหม่ในราคาสูง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการประหยัดงบประมาณและลดผลกระทบต่อชุมชน รูปแบบการทำธุรกรรมระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองนี้ มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างรัดกุมและโปร่งใส ไม่มีการผ่านมือบุคคลที่สามหรือนายหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่ามีการบวกราคาเพิ่มหรือมีการทุจริตในขั้นตอนการจัดหาที่ดินจึงเป็นเรื่องที่บิดเบือน ข้อมูลเชิงลึกจากทางจังหวัดยืนยันว่ากระบวนการทุกขั้นตอนถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาทถูกนำไปใช้ในงานโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง
เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจและแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้กล่าวเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า “ขอยืนยันว่า จังหวัดแพร่โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ตั้งแต่ 2564 จนถึงคนปัจจุบัน ซึ่งรับมอบอำนาจจากกระทรวงมหาดไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามระเบียบกฎหมายกำหนดทุกขั้นตอน ไม่ได้มีการเรียกรับผลประโยชน์ และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ อันเป็นการทุจริตจากการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่แห่งใหม่ตามที่มีผู้กล่าวหาแต่อย่างใด”
คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการปกป้องเกียรติภูมิของข้าราชการแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคสังคมว่า ภาครัฐพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เจาะลึกกระบวนการอีบิดดิ้งและข้อผูกมัดทางกฎหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาของบริษัทผู้รับเหมาที่กำลังเป็นประเด็นปัญหา ทางจังหวัดแพร่ได้เปิดเผยรายละเอียดของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งดำเนินการโดยวิธีประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้วประมูล โดยในขั้นตอนการยื่นเสนอราคา ผู้เข้าประกวดราคาและหน่วยงานเจ้าของงบประมาณจะไม่มีโอกาสได้พบปะกัน และระบบจะปิดบังข้อมูลคู่แข่งทั้งหมด ทำให้เอกชนต้องเสนอราคาที่ต่ำที่สุดเพื่อแข่งขันกันอย่างแท้จริง ซึ่งตามกฎหมาย หน่วยงานของรัฐมีพันธะผูกพันที่จะต้องทำสัญญากับผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดเท่านั้น การลงนามในสัญญากับกิจการร่วมค้าที่เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึงร้อยล้านบาทจึงเป็นไปตามกลไกทางกฎหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคระดับโลกอย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมก่อสร้างหยุดชะงัก คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยปรับลดอัตราค่าปรับให้เป็นร้อยละ 0 กิจการร่วมค้าของโครงการนี้ได้รับสิทธิยกเว้นค่าปรับเป็นจำนวน 554 วัน ซึ่งขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไป แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว ความก้าวหน้าของงานกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้โครงการต้องกลับมาบังคับใช้อัตราค่าปรับตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงวันละ 539,995 บาท อัตราค่าปรับที่มหาศาลนี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อสภาพคล่องทางการเงิน และเมื่อยอดสะสมพุ่งสูงเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินตามสัญญา ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามระเบียบกระทรวงการคลัง

นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดและจุดยืนของหน่วยงานตรวจสอบไว้อย่างชัดเจนว่า “จากการตรวจสอบหน้างาน พบว่าผู้รับจ้างได้ขนอุปกรณ์และแรงงานออกจากพื้นที่ ซึ่งเข้าข่ายทิ้งงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการยกเลิกสัญญา พร้อมพิจารณาเรียกค่าเสียหาย และเตรียมหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้าดำเนินการต่อ” คำกล่าวนี้เป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงสถานะวิกฤตของโครงการ และเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมายที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเนื้องานที่ทำไปแล้วเทียบกับงบประมาณที่เบิกจ่ายไป เพื่อประเมินความเสียหายทั้งหมดอย่างรอบด้านและนำไปสู่การฟ้องร้องอย่างถึงที่สุด
สื่อสังคมออนไลน์เดือดจี้ห้าคำถามสำคัญถึงผู้ว่าราชการจังหวัด
ท่ามกลางความสับสนและข้อสงสัยของประชาชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนงานของจังหวัดแพร่พยายามเข้ามาตอบโพสต์ชี้แจงกรณีผู้รับเหมาจีนทิ้งงาน อย่างไรก็ตาม การตอบคำถามของเจ้าหน้าที่กลับไม่ครอบคลุมประเด็นที่สังคมสงสัย โดยเลือกตอบเพียงบางส่วนเท่านั้น ทางสื่อมวลชนและประชาชนจึงได้ร่วมกันตั้งคำถามสำคัญจำนวน 5 ข้อฝากไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่โดยตรง ประเด็นแรกคือการเรียกร้องให้ชี้แจงโดยละเอียดว่า จากกระแสข่าวสารที่ปรากฏผ่านสื่อหลายสำนักทั่วประเทศนั้น มีส่วนใดที่สาธารณชนและสื่อมวลชนยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันทุกฝ่าย
คำถามถัดมาที่ท้าทายการทำงานของหน่วยงานภาครัฐอย่างหนักคือ กระแสข่าวลือจากประชาชนในพื้นที่ที่ระบุว่าผู้รับเหมาบริษัทจีนได้ทิ้งงานไปตั้งแต่ช่วงต้นปีนั้น เป็นความจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริง เหตุใดหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงไม่พบเบาะแสหรือความผิดปกติใด ๆ เลย ทั้งที่การขนย้ายอุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องจักรกลหนักขนาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว สังคมต้องการทราบถึงมาตรการการติดตามควบคุมงานของจังหวัด และเรียกร้องให้มีการชี้แจงถึงการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนรับผิดชอบในการละหลวมต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการก่อสร้างในอนาคต ว่าจะต้องมีการตั้งงบประมาณใหม่และเริ่มต้นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างประมูลงานกันใหม่ทั้งหมดหรือไม่
นอกจากนี้ ประเด็นเชิงโครงสร้างในระยะยาวก็ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามเช่นกัน โดยสังคมต้องการทราบว่าในอนาคต รัฐและจังหวัดแพร่จะมีมาตรการคัดกรองและตรวจสอบการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐอย่างไรให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและกลายเป็นบทเรียนราคาแพงเช่นนี้อีก และคำถามข้อสุดท้ายที่กดดันให้ผู้บริหารระดับสูงต้องออกมาชี้แจงคือ คำอธิบายและคำยืนยันของผู้ว่าราชการจังหวัดที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ ยังคงมีผลครอบคลุมถึงพฤติการณ์การทิ้งงานของผู้รับเหมาจีนที่กำลังตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวันที่ 7 มีนาคมนี้หรือไม่ ซึ่งทุกสายตากำลังจับจ้องรอคอยคำตอบที่กระจ่างชัดจากผู้มีอำนาจสูงสุดของจังหวัดอย่างใจจดใจจ่อ
บทเรียนราคาแพงและก้าวต่อไปของเศรษฐกิจเมืองแพร่
กรณีศึกษาของการทิ้งงานก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ ได้สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลลึกในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ แม้ระบบอีบิดดิ้งจะถูกออกแบบมาเพื่อความโปร่งใสและประหยัดงบประมาณ แต่การมุ่งเน้นเพียงผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดมักนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลในระยะยาว การหั่นราคาเพื่อเอาชนะคู่แข่งทำให้ผู้รับเหมาต้องดำเนินงานอยู่บนเส้นด้ายของความเสี่ยง เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อและราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะบริหารจัดการต้นทุนให้รอดพ้นจากการขาดทุนได้ การอนุญาตให้บริษัทข้ามชาติเข้ามารับงานได้อย่างเสรีก็มาพร้อมกับความท้าทายในการควบคุม เมื่อเกิดปัญหา การตัดสินใจทิ้งงานอาจเป็นทางเลือกที่ผู้รับเหมามองว่าเจ็บตัวน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการแบกรับค่าปรับรายวัน
การหยุดชะงักของโครงการนี้นับเป็นความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภูมิภาค โครงการก่อสร้างระดับหลายร้อยร้อยล้านบาทนี้เดิมทีถูกคาดหวังว่าจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก ผ่านการจ้างงานในพื้นที่ การซื้อขายวัสดุก่อสร้างจากร้านค้าท้องถิ่น และการเกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในธุรกิจบริการโดยรอบ เมื่อไซต์งานถูกปล่อยทิ้งร้าง เม็ดเงินที่ควรจะไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจึงหยุดชะงักลงทันที ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้รับเหมาช่วงและธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมที่อาจต้องสูญเสียรายได้ หรือเลวร้ายที่สุดคือการเกิดภาวะหนี้สูญหากไม่ได้รับค่าจ้างจากผู้รับเหมาหลัก ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เปราะบางยิ่งขึ้น
ก้าวต่อไปที่ท้าทายที่สุดสำหรับจังหวัดแพร่คือการบริหารจัดการซากโครงการและการหาทางออกทางกฎหมาย การดำเนินการเพื่อบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากกิจการร่วมค้าจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเร่งจัดหาผู้รับเหมารายใหม่เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งกระบวนการนี้มีความซับซ้อนและอาจทำให้ต้นทุนการก่อสร้างรอบใหม่พุ่งสูงกว่างบประมาณเดิม ภาครัฐต้องตอบคำถามทั้งห้าข้อของประชาชนให้กระจ่าง เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการแก้ปัญหา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุงระเบียบการประมูลงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องงบประมาณแผ่นดินและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง
#TheReporterAsia #ข่าวเศรษฐกิจ #ผู้รับเหมาทิ้งงาน #ศูนย์ราชการแพร่ #งบประมาณแผ่นดิน #สมชัยเลิศประสิทธิพันธ์ #การจัดซื้อจัดจ้าง #DSI #สตง #จังหวัดแพร่

