PSGC เปิดผลงานไตรมาสแรก รายได้พุ่งทุบสถิติใหม่ รุกพลังงานภูมิภาค

PSGC เปิดผลงานไตรมาสแรก รายได้พุ่งทุบสถิติใหม่ รุกพลังงานภูมิภาค

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อยักษ์ใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษอย่าง บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ได้ประกาศความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเปิดศักราชปี 2569 ด้วยตัวเลขผลประกอบการที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ววงการตลาดทุนไทย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวน แต่ทาง PSGC กลับสามารถทำรายได้รวมในไตรมาสแรกพุ่งสูงถึง 2,600 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมา ตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่าร้อยละ 304 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกำไรในระยะสั้น แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งสำคัญจากผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วไป สู่การเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว

ความน่าสนใจของการเติบโตในครั้งนี้อยู่ที่โมเมนตัมที่แข็งแกร่งซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการวางรากฐานอย่างเป็นระบบในช่วงที่ผ่านมา โดยทางบริษัทได้กำหนดหมุดหมายที่ชัดเจนในการก้าวเข้าสู่ “ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค” หรือ Regional Energy & Natural Resources Developer ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายขอบข่ายการดำเนินงานออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนซัพพลายเชนด้านพลังงานผ่านการเข้าถือหุ้นในบริษัทต่างชาติและการแสวงหาโอกาสในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้โครงสร้างรายได้ของ PSGC มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ และก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการเป็นเพียงบริษัทรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรที่อาศัยเพียงรายได้จากโครงการระยะสั้นเท่านั้น

ก้าวย่างของPSGC ในปี 2569 นี้จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายที่ท้าทายคือการทำรายได้ให้แตะระดับกว่า 20,000 ล้านบาทภายในปี 2578 การวางกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างรายได้ประจำหรือ Recurring Income ผ่านธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว การเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศศักดาในฐานะองค์กรไทยที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ทิศทางในอนาคตของ PSGC นับจากนี้ไปจึงเต็มไปด้วยความน่าสนใจและเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม

พลิกโฉมโครงสร้างรายได้สู่ความยั่งยืนผ่านธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อเจาะลึกไปที่รายละเอียดของผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PSGC ได้เปิดเผยถึงตัวเลขที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 267.4 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 171 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ตัวเลขกำไรและรายได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ มาจากการผสานรวมพลังของธุรกิจก่อสร้างเดิมที่ยังคงทำผลงานได้ตามเป้าหมาย ผนวกกับการเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าไปลงทุนในบริษัท Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเวียดนามที่มีความเชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานและการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดน การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 64 ของ NT ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 750 ล้านบาท ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้งบการเงินรวมของPSGC มีความแข็งแกร่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

PSGC

นายเดวิด แวน ดาว ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของทิศทางใหม่นี้ว่า “ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กรของPSGC จากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค กำลังเดินมาถูกทาง” การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้มีลักษณะเป็นรายได้ประจำที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค คือสิ่งที่ผู้บริหารมองว่าเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทไม่ต้องการพึ่งพิงเพียงแค่รายได้จากโครงการก่อสร้างเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการสร้างฐานรายได้ใหม่ในกลุ่มประเทศ CLMV ที่จะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งเป้าหมายรายได้รวมกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมหากมองจากโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในขณะนี้

นอกจากแผนการสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งแล้ว PSGCยังได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างภายในเพื่อให้สอดรับกับภาพลักษณ์และทิศทางธุรกิจใหม่ ผ่านการทำ Reverse Stock Split หรือการรวมหุ้นและลดทุนเพื่อจัดระเบียบโครงสร้างทุนทางบัญชีให้มีความเหมาะสม การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความชัดเจนให้กับมูลค่าหุ้นของบริษัท และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวว่า PSGCมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง นางสาวสมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ได้เสริมว่าการเติบโตของรายได้และกำไรในไตรมาสนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจหลัก ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดระเบียบทางการเงินเพื่อให้บริษัทมีความพร้อมสูงสุดในการบรรลุเป้าหมายรายได้ในระยะยาวกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปีให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

กลยุทธ์รุกคืบพลังงานหมุนเวียนและซัพพลายเชนข้ามพรมแดน

หัวใจสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเป้าหมายระยะยาวของPSGC คือกลยุทธ์การขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือ Pumped Storage Hydropower (PSH) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต บริษัทได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมให้เปลี่ยนมาเป็นระบบ PSH โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นการตอบรับกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะทำให้PSGC กลายเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดพลังงานหมุนเวียนระดับภูมิภาค การบูรณาการพลังงานเหล่านี้เข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับกลุ่มธุรกิจในอนาคต

ในด้านของซัพพลายเชนทรัพยากรพลังงานPSGC ได้วางแผนเชิงรุกผ่านทางบริษัท NT ในเวียดนาม โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการขายถ่านหินจำนวน 4 ล้านตันภายในปี 2569 ภายใต้สัญญาซื้อขายที่มั่นคงกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของเวียดนาม ธุรกิจการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดนระหว่างสปป.ลาว และเวียดนามนี้ ถือเป็นโอกาสทองทางธุรกิจเนื่องจากมีความต้องการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคนี้สูงมาก การที่บริษัทสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ จะช่วยให้บริษัทมีการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดดและมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากเป็นการดำเนินการภายใต้สัญญาที่มีความชัดเจน ความสำเร็จในเวียดนามจะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม CLMV ต่อไป ซึ่งจะตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

แม้ว่าจะมีการรุกหนักในธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ แต่PSGC ก็ยังไม่ทิ้งรากฐานเดิมที่แข็งแกร่งอย่างธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์มายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันบริษัทยังคงเดินหน้าสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ในสปป.ลาว เช่น โครงการ XPPL Expansion Phase 1 และโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะถัดไปจะมีความชัดเจนมากขึ้นในการเลือกรับโครงการ โดยจะมุ่งเน้นไปที่โครงการก่อสร้างที่สามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มบริษัท เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มข้ามธุรกิจหรือ Cross-business Value Creation ภายในเครือPSGC อย่างสูงสุด การผสมผสานระหว่างประสบการณ์อันยาวนานในงานก่อสร้างเข้ากับโอกาสใหม่ในโลกพลังงาน คือสูตรสำเร็จที่ทำให้PSGC กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามองที่สุดรายหนึ่งในตลาดหุ้นไทยขณะนี้


#PSGC #EconomicNews #EnergySector #RenewableEnergy #CLMV #StockMarketThailand #Infrastructure #Investment #CleanEnergy #BusinessTransformation

Related Posts