ตามคาด! เทเลนอร์ทิ้งทรู แสนล้านศุภชัยลุยเดี่ยว ปิดตำนาน 25 ปีในไทย

ตามคาด! เทเลนอร์ทิ้งทรู แสนล้านศุภชัยลุยเดี่ยว ปิดตำนาน 25 ปีในไทย

เป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์หลายสำนัก เมื่อยักษ์ใหญ่สื่อสารจากนอร์เวย์อย่าง “เทเลนอร์” (Telenor) ได้ประกาศยุติบทบาทการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE อย่างเป็นทางการในเช้าวันที่ 22 มกราคม 2569 โดยเป็นการทำสัญญาขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ให้กับกลุ่มทุนของไทยภายใต้การนำของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดีลนี้ไม่เพียงแต่เป็นข่าวใหญ่ในเชิงปริมาณเงินมหาศาลกว่า 1.23 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการปิดฉากการลงทุนอันยาวนานกว่า 2 ทศวรรษครึ่งของเทเลนอร์ในดินแดนสยาม ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งโครงสร้างอำนาจในตลาดสื่อสาร สภาพคล่องในตลาดทุน และทิศทางกลยุทธ์ของทรูในอนาคตที่ต้องยืนหยัดด้วยทุนไทยเพียงลำพัง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เปรียบเสมือนการสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวในตลาดหุ้นไทย โดยทันทีที่ข่าวการลงนามในสัญญาขายหุ้นถูกเปิดเผยออกมา ราคาหุ้นของ TRUE พุ่งตัวลงอย่างรุนแรงท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่เร่งเทขายออกมาเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ แม้ทางผู้บริหารจะยืนยันว่าการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน แต่การจากไปของพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานยุโรป ย่อมสร้างคำถามสำคัญถึงความสามารถในการแข่งขันระยะยาวในสมรภูมิที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI และ Deep Tech ซึ่งการที่เทเลนอร์เลือกจังหวะเวลานี้ในการ “ถอนสมอ” สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของโลกการเงินระดับสากลที่มองว่าตลาดไทยอาจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

เนื้อหาต่อจากนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของดีลแสนล้านบาทนี้ ตั้งแต่เบื้องหลังการตัดสินใจของเทเลนอร์ที่ต้องการหันกลับไปโฟกัสตลาดนอร์ดิก การก้าวขึ้นมาของ “อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี” (Arise Digital Technology) ในฐานะผู้รับไม้ต่อที่ทรงพลัง รวมถึงการตรวจสอบปฏิกิริยาจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. ที่เคยแสดงความกังวลและคัดค้านการควบรวมกิจการในอดีต ซึ่งวันนี้ความกังวลเหล่านั้นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในรูปแบบของการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยกลุ่มทุนในประเทศเพียงไม่กี่ราย นี่คือบทวิเคราะห์ที่ครบถ้วนทุกมิติจากมุมมองนักข่าวเศรษฐกิจมืออาชีพที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาไว้ที่นี่ที่เดียว


เปิดรายละเอียดดีลหยุดโลก: 1.23 แสนล้านบาทกับการเปลี่ยนเจ้าของ

รายละเอียดของข้อตกลงครั้งนี้ระบุว่า Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเทเลนอร์ กรุ๊ป ได้ตกลงขายหุ้นที่ถืออยู่ใน TRUE ทั้งหมดจำนวน 30.30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยแบ่งการทำรายการเป็น 2 ระยะสำคัญ ระยะแรกคือการขายหุ้นในสัดส่วน 24.95% ให้แก่ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise Digital Technology) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ โดยตรง ส่วนหุ้นที่เหลืออีกสัดส่วน 5.35% นั้น ทางเทเลนอร์และอไรซ์ได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (Put/Call Option) ซึ่งจะมีการใช้สิทธิดังกล่าวในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นระบบภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดไว้โดยไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของตลาดมากนัก

มูลค่ารวมของดีลนี้ถูกประเมินไว้สูงถึงประมาณ 3.92 หมื่นล้านโครนนอร์เวย์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.23 แสนล้านบาท โดยมีการระบุราคาขายอยู่ที่ประมาณ 11.70 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่มีส่วนต่าง (Premium) สูงกว่าราคาปิดเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ประมาณ 4% และหากย้อนกลับไปดูราคาหุ้นตั้งแต่วันแรกที่มีการควบรวมระหว่าง True และ DTAC ในเดือนมีนาคม 2566 ราคาขายในครั้งนี้ยังถือว่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 36% สะท้อนให้เห็นว่าเทเลนอร์สามารถทำกำไรจากการ “Exit” ในครั้งนี้ได้อย่างงดงาม หลังจากที่ได้ร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทใหม่มาตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีหลังการควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นไปตามสูตรธุรกิจของกลุ่มทุนข้ามชาติที่มักจะถอนตัวเมื่อบริษัทมีมูลค่าสูงที่สุด

ธุรกรรมการขายหุ้นครั้งใหญ่นี้ถูกคาดหมายว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า โดยทางเทเลนอร์คาดว่าจะสามารถบันทึกกำไรทางบัญชีจากการขายสินทรัพย์ในครั้งนี้ได้ทันทีประมาณ 1.47 หมื่นล้านโครนนอร์เวย์ หรือกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทไทย การโยกย้ายเงินทุนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่มทุนไทยในการระดมทุนเพื่อเข้าซื้อกิจการระดับประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ที่กล้าเดิมพันหมดหน้าตักเพื่อครอบครองอาณาจักรโทรคมนาคมที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 60 ล้านเลขหมายไว้อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาทุนต่างชาติอีกต่อไป


ยุทธศาสตร์ “Nordic-Centric”: ทำไมเทเลนอร์ถึงยอมทิ้งขุมทรัพย์ในเอเชีย

คำถามที่นักวิเคราะห์หลายสำนักพยายามหาคำตอบคือ “ทำไมเทเลนอร์ถึงเลือกขายหุ้นตอนนี้?” คำตอบที่ชัดเจนที่สุดมาจากคำแถลงของสำนักงานใหญ่ในกรุงออสโล ที่ระบุชัดว่ากลุ่มเทเลนอร์กำลังเดินหน้าแผน “Simplification” หรือการปรับโครงสร้างองค์กรให้เรียบง่ายขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดในภูมิภาคนอร์ดิก (สแกนดิเนเวีย) เป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงในธุรกิจหลักและยกระดับประสิทธิภาพการใช้เงินทุน การถอนตัวจากไทยตามหลังการถอนตัวจากปากีสถานเมื่อปีก่อน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของหมากรุกระดับโลกที่ต้องการโยกเม็ดเงินกลับไปลงทุนในเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในยุโรปที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอกว่าและมีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ ตลาดโทรคมนาคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มถึงจุดอิ่มตัวและมีการแข่งขันที่รุนแรง แม้การควบรวมกับ DTAC จะทำให้ TRUE กลายเป็นเบอร์หนึ่งในแง่จำนวนผู้ใช้งาน แต่ในแง่ของกฎระเบียบและภาระต้นทุนด้านคลื่นความถี่ที่สูงลิ่วในไทย ทำให้เทเลนอร์มองว่าการถือหุ้นในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์อาจไม่ตอบโจทย์การเติบโตของบริษัทแม่ในระยะยาวอีกต่อไป การตัดสินใจ “ขายที่จุดสูงสุด” (Sell on high) หลังจากราคาหุ้นฟื้นตัวจากช่วงการควบรวมจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในเชิงการเงิน เพื่อนำเงินสดที่ได้ไปบริหารจัดการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลพิเศษ หรือการซื้อหุ้นคืนตามแผนงานที่บริษัทได้วางไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนในยุโรปให้ความสำคัญมากกว่าการขยายอาณาจักรในเอเชีย

อีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ความต้องการปรับสถานะจากผู้ประกอบการ (Operator) มาเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยี (Technology Partner) โดยแม้จะขายหุ้นออกไปแล้ว แต่เทเลนอร์ยังมีข้อตกลงที่จะคงความสัมพันธ์ในเชิงความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับทรูต่อไป การทำเช่นนี้ทำให้เทเลนอร์ลดความเสี่ยงจากการบริหารจัดการและภาระหนี้สินของบริษัทในไทย แต่ยังคงรักษา “Footprint” ทางเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ไว้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ชาญฉลาดท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและมีความเปราะบางในตลาดเกิดใหม่ที่ค่าเงินมักจะผันผวนรุนแรง


เสียงสะท้อนจากอดีต: กสทช. กับความกังวลที่กลายเป็นจริง

การถอนตัวของเทเลนอร์ในครั้งนี้ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงบรรยากาศการประชุมของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในช่วงปี 2565-2566 ที่มีการพิจารณาเรื่องการควบรวมกิจการระหว่าง True และ DTAC อย่างดุเดือด ในเวลานั้น กรรมการ กสทช. เสียงข้างน้อยและนักวิชาการหลายท่านเคยแสดงความกังวลว่าการควบรวมจะนำไปสู่การผูกขาดและการหายไปของคู่แข่งรายย่อย ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อบริษัทต่างชาติอย่างเทเลนอร์ถอนตัวออกไป อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดก็จะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศ ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลในระดับบริหารที่เคยมาจากพาร์ทเนอร์ต่างชาติต้องมลายหายไปด้วย

หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ปล่อยปละละเลย” และไม่กล้าใช้อำนาจในการยับยั้งการควบรวมอย่างเด็ดขาด โดยทำได้เพียงกำหนดเงื่อนไขเฉพาะหลังการควบรวม (Post-merger remedies) ที่หลายฝ่ายมองว่าไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับราคาค่าบริการให้เป็นธรรม การที่เทเลนอร์ทิ้งหุ้นทั้งหมดในวันนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อกังวลที่ว่า ต่างชาติเพียงแค่ต้องการเข้ามาใช้ตลาดไทยในการทำกำไรระยะสั้นจากการควบรวมแล้วจากไป (Exit strategy) ทิ้งให้ตลาดโทรคมนาคมไทยอยู่ในภาวะ “สองขั้วอำนาจ” (Duopoly) ระหว่างกลุ่มเอไอเอสและกลุ่มทรู-ซีพี อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสภาวะที่กสทช. เองก็ยอมรับในรายงานลับก่อนหน้านี้ว่าอาจส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในระยะยาว

แหล่งข่าวจากภายใน กสทช. ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งนี้อาจต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าขัดต่อเงื่อนไขการถือครองหุ้นไขว้หรือการครอบงำกิจการในทางอ้อมหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นการขายหุ้นให้กับบุคคลสัญชาติไทยก็ตาม แต่ด้วยสัดส่วนที่สูงเกินกว่า 30% ย่อมมีนัยสำคัญต่อการควบคุมนโยบายของบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลกำลังถูกจับตามองว่าจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรต่อกรณีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการแข่งขันที่อาจทำให้คุณภาพบริการลดลงในขณะที่ราคาค่าบริการพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการไร้คู่แข่งที่มีแต้มต่อทัดเทียมกัน


ตลาดหุ้นสั่นคลอน: เมื่อนักลงทุนไม่มั่นใจในสูญญากาศของยักษ์ใหญ่ยุโรป

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นไทยต่อข่าวนี้เป็นไปในทิศทางลบอย่างรุนแรงในช่วงแรก โดยในช่วงบ่ายของวันที่ประกาศ ราคาหุ้น TRUE ดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบางจากแรงขายของกองทุนต่างชาติ ความกังวลของนักลงทุนรายย่อยไม่ได้อยู่ที่มูลค่าการขายหุ้น แต่เป็นการตั้งคำถามถึง “ความน่าเชื่อถือ” และ “ธรรมมาภิบาล” ในอนาคตเมื่อไม่มีตัวแทนจากกลุ่มนอร์ดิกเข้ามาถ่วงดุลอำนาจการบริหาร การสูญเสียกรรมการจากฝั่งเทเลนอร์ในคณะกรรมการบริษัท อาจทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นบริษัทระดับสากล (International Company) ของทรูลดเลือนลงไปในสายตานักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานยุโรป

นักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์มองว่า แม้ผลประกอบการในระยะสั้นของทรูจะดูแข็งแกร่งและเริ่มพลิกกลับมามีกำไรได้หลังการควบรวม แต่ภาระหนี้สินมหาศาลยังคงเป็นตัวฉุดรั้งที่สำคัญ การที่เทเลนอร์ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงถอนตัวออกไป อาจทำให้ภาระการสนับสนุนทางการเงินตกไปอยู่ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์เพียงผู้เดียว ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดอันดับเครดิตหรือต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต หากตลาดมองว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการกระจุกตัวของทุน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวเรื่องการระดมทุนของบริษัท “อไรซ์” ที่ต้องใช้เงินนับแสนล้านบาท อาจนำไปสู่การเพิ่มทุนในอนาคตที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเกิดความกังวลเรื่อง Dilution Effect

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของการวิเคราะห์ก็มองว่านี่อาจเป็นเพียง “แรงขายชั่วคราว” จากความตกใจ เมื่อฝุ่นหายตลบ นักลงทุนจะเริ่มหันกลับมามองพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันทรูมีโครงข่ายที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการทำกำไรต่อรายผู้ใช้ (ARPU) ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่กลุ่มคุณศุภชัยเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้นด้วยราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 11.70 บาท เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกว่าเจ้าของตัวจริงมองเห็นมูลค่าแฝงที่สูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน การลดสัดส่วนของเทเลนอร์จึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการผลัดใบเพื่อให้คนไทยบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นในยุคที่ความมั่นคงทางดิจิทัลมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง


“อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี”: กลไกใหม่ภายใต้การนำของศุภชัย เจียรวนนท์

การก้าวเข้ามาของบริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise Digital Technology) ถูกจับตามองว่าเป็นยานพาหนะสำคัญที่จะนำพาทรูไปสู่เป้าหมายการเป็น “Tech-Co” อย่างเต็มตัว การที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ ก่อตั้งและถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทนี้เพื่อเข้าซื้อหุ้น TRUE โดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินทุนที่แยกส่วนออกมาจากโครงสร้างหลักของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เพื่อให้การบริหารงานมีความเป็นเอกเทศและโฟกัสไปที่นวัตกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI, Cloud Computing, หรือกระทั่งธุรกิจใหม่อย่าง Virtual Bank ที่ทางกลุ่มกำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนทรูจากค่ายมือถือเป็นแพลตฟอร์มชีวิตดิจิทัล

คุณศุภชัยได้ระบุในแถลงการณ์เบื้องต้นว่า กลุ่มอไรซ์พร้อมที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ร่วมกับเทเลนอร์ โดยจะยังคงยึดมั่นในวินัยทางการเงินที่เข้มงวดและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว การถือหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มีความรวดเร็วและเป็นเอกภาพมากขึ้น (Synergy) โดยเฉพาะการบูรณาการบริการในเครือทรูเข้ากับอีโคซิสเต็มของเครือซีพี ทั้งในด้านค้าปลีก เกษตรกรรม และการเงิน เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดที่ปัจจุบันเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งถือเป็นการรวบอำนาจในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลอย่างครบวงจร

ในด้านการบริหารจัดการ ทรูยืนยันว่าโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงและแผนการดำเนินงานหลักจะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงรอยต่อนี้ พนักงานและลูกค้ากว่า 60 ล้านคนจะยังคงได้รับบริการตามมาตรฐานเดิม แต่จะมีความเข้มข้นมากขึ้นในเรื่องของการนำเทคโนโลยีไทยมาปรับใช้ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น การที่เจ้าของเป็นคนไทยที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากลอย่างคุณศุภชัย ย่อมหมายถึงการลงทุนที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าการหวังผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยให้เข้มแข็งสืบไปโดยไม่ต้องกังวลว่าทุนต่างชาติจะถอนเงินกลับประเทศเมื่อใดอีกต่อไป


บทสรุปของตำนาน 25 ปี และก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

การปิดฉากของเทเลนอร์ในไทยถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดสิ้นสุดของยุค “ร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ต่างชาติ” เพื่อแลกกับเทคโนโลยี ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เทเลนอร์ก้าวเข้ามาในฐานะผู้กอบกู้และสร้างนวัตกรรมให้กับแบรนด์ TAC และ DTAC จนกลายเป็นผู้เล่นที่ครองใจวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยการตลาดที่โดดเด่น แต่วันนี้เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทั่วไป การที่ทุนไทยสามารถบริหารจัดการเองได้ทั้งหมดจึงเป็นสัญญาณของการเติบโตของภาคเอกชนไทยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการกระจุกตัวของทุน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการแสดงความแข็งแกร่งของมหาเศรษฐีไทยบนสมรภูมิการค้าโลก

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไปในรูปแบบ “Duopoly” หรือตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่ 2 รายคือ AIS และ TRUE-Arise อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น การที่ต่างฝ่ายต่างมีหลังพิงเป็นกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ (Singtel-GULF ฝั่ง AIS และ CP-Arise ฝั่ง TRUE) จะทำให้เกิดสมรภูมิการตัดราคาที่ลดน้อยลง แต่จะเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยบริการที่หลากหลายและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแทน การหายไปของเทเลนอร์อาจลดความหลากหลายทางวัฒนธรรมองค์กรไปบ้าง แต่ก็นำมาซึ่งความรวดเร็วในการขยับตัวที่ทันต่อโลกดิจิทัลที่หมุนไวขึ้นทุกวัน โดยมี กสทช. เป็นผู้ถือไม้เรียวคอยตรวจสอบว่าจะเกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

สุดท้ายนี้ ดีลแสนล้านบาทครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของกลุ่มคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ว่าจะสามารถนำพาทรู คอร์ปอเรชั่น ไปสู่ฝั่งฝันของการเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคได้หรือไม่ โดยไม่มีพี่เลี้ยงชาวนอร์เวย์คอยเคียงข้างเหมือนในอดีต สายตาทุกคู่ทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน และหน่วยงานกำกับดูแล ต่างเฝ้ารอชมว่า “บทที่สอง” ของทรูภายใต้การกุมบังเหียนของอไรซ์ ดิจิทัล จะมีความน่าตื่นเต้นและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโทรคมนาคมไทยได้เริ่มขึ้นแล้วตามความคาดหมายของทุกคน


#TRUE #Telenor #ศุภชัยเจียรวนนท์ #กสทช #เศรษฐกิจไทย #หุ้นไทย #TheReporterAsia #Telecom #DigitalTransformation #CPGroup

Related Posts