ดีอี กางสถิติแจ้งเตือน 864 ล้านครั้ง เล็งใช้ AI ปราบ ข่าวปลอม สแกมเมอร์

ดีอี กางสถิติแจ้งเตือน 864 ล้านครั้ง เล็งใช้ AI ปราบ ข่าวปลอม สแกมเมอร์

ท่ามกลางวิกฤตการณ์อาชญากรรมออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับภาคประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (AFNC) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการคัดกรองข้อมูลบิดเบือน ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของการก่อเหตุฉ้อโกงในโลกไซเบอร์ ภายใต้การนำของทีมบริหารยุคใหม่ กระทรวงดีอีมุ่งเป้าไปที่การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อมูลให้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

การขับเคลื่อนกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเฝ้าระวังแบบตั้งรับ แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างภาครัฐและเอกชนกว่า 300 หน่วยงาน เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับสารของประชาชนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหา ข่าวปลอม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยเงียบที่แทรกซึมอยู่ในทุกช่องทางการสื่อสารดิจิทัล ความรวดเร็วในการชี้แจงความจริงจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรของสแกมเมอร์ก่อนที่จะมีผู้ตกเป็นเหยื่อ

สำหรับทิศทางในอนาคต กระทรวงดีอีเตรียมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของการตรวจสอบ ข่าวปลอม ด้วยการเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสแกนและวิเคราะห์ข้อมูล การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ AFNC ให้สามารถคัดกรองข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริงได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าแรงงานมนุษย์หลายเท่า โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ


เจาะสถิติพุ่ง 864 ล้านครั้ง พลัง “เป๋าตัง” แจ้งเตือนภัยครองแชมป์

เมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จในการเข้าถึงประชาชน ข้อมูลจากกระทรวงดีอีระบุว่าศูนย์ AFNC ได้ดำเนินการแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ไปแล้วมากกว่า 864 ล้านครั้ง ตัวเลขที่มหาศาลนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคประชาชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการร่วมมือกับแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย ทำให้การส่งต่อข้อมูลคำเตือนเข้าถึงมือประชาชนได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินการ

รายละเอียดเชิงลึกพบว่า สถิติการเข้าถึงการแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 โดยในปี 2566 มีอัตราการเข้าถึงเฉลี่ยอยู่ที่ 22.25 ล้านครั้งต่อเดือน และขยับเพิ่มขึ้นเป็น 23.50 ล้านครั้งต่อเดือนในปี 2567 จนกระทั่งล่าสุดในปี 2568 ตัวเลขพุ่งสูงถึง 24.25 ล้านครั้งต่อเดือน อัตราการเติบโตที่คงเส้นคงวานี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความไว้วางใจและพึ่งพาช่องทางของรัฐในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างสังคมรู้เท่าทันสื่อ

นอกจากแอปพลิเคชันเป๋าตังที่เป็นตัวชูโรงแล้ว ศูนย์ AFNC ยังมุ่งเน้นการกระจายข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย จากสถิติพบว่าเว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com มียอดผู้รับชมสูงถึง 35,040,878 ราย ตามมาด้วย Line Official Account ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.79 ล้านราย ขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่าง Facebook, Twitter, TikTok และ Instagram ก็มีฐานผู้ติดตามที่เหนียวแน่น ซึ่งช่วยสร้างโครงข่ายการรับรู้ที่แข็งแกร่งในการต่อสู้กับข่าวปลอมในทุกมิติ


ผนึกกำลัง 300 ภาคี สร้างเกราะคุ้มกันภัยไซเบอร์ยั่งยืน

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานที่ทำให้กระทรวงดีอีสามารถรับมือกับข่าวปลอมได้อย่างกว้างขวาง คือการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งกว่า 300 หน่วยงาน ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่หน่วยงานภายในภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ และภาคประชาชนที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการกำจัดข้อมูลที่เป็นเท็จ การประสานงานอย่างไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาของสาธารณชน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เป็นก้าวย่างสำคัญคือการจับมือกับบริษัท Line เพื่อเปิดตัวบริการแพลตฟอร์ม “Safety Check” ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าว ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการใช้ฐานข้อมูลจากภาครัฐเป็นแหล่งอ้างอิงหลัก เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลที่สงสัยได้ทันทีบนแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ นอกจากจะช่วยสกัดกั้นข่าวปลอมแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเตรียมความพร้อมและรับมือกับสาธารณภัยต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นอกจากการร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแล้ว กระทรวงดีอียังได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกอีก 16 แห่ง เพื่อยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายสื่อมวลชน กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมถึงอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ทั่วประเทศ พลังจากทุกภาคส่วนนี้เองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวข้ามภัยคุกคามจากมิจฉาชีพที่มักใช้ข่าวบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง ซึ่งการผนึกกำลังนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง


ยกระดับใช้ AI สแกนข่าวปลอม ตัดวงจรอาชญากรรมการเงิน

ก้าวย่อมอวกาศของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในระยะต่อไปคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปฏิวัติระบบการตรวจสอบข้อมูลให้มีความแหลมคมยิ่งขึ้น การนำ AI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการตามกระแสเทคโนโลยี แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการกับปริมาณข้อมูลขนาดมหาศาลบนอินเทอร์เน็ตที่มนุษย์ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น ระบบ AI จะถูกฝึกฝนให้จดจำรูปแบบของข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือของสแกมเมอร์ ทำให้สามารถดักจับและแจ้งเตือนประชาชนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะถูกล่อลวงได้ตั้งแต่ต้นทาง

เป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้คือการสร้าง Impact สูงสุดในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มิจฉาชีพในปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าอย่าง AI เข้ามาต่อสู้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ตรงจุด การตรวจสอบที่ครอบคลุมทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ และเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

นายพชร อนันตศิลป์ ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของกระทรวงในการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นจากการหลงเชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการแจ้งเตือนที่มีความเฉพาะเจาะจงและทันท่วงทีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้เฝ้าระวัง” ที่มีความเข้มแข็งทางปัญญาและเทคโนโลยีไปพร้อม ๆ กัน

“กระทรวงดีอี ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูล และมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างทันเวลา ในอนาคตจะมีการนำเอา AI มาช่วย ในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง โดยจะเร่งผลักดันให้เกิด Impact สูงสุด ในการเผยแพร่การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวง ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน”

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)


ช่องทางการแจ้งเบาะแสและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องตนเองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงดีอีได้เปิดช่องทางหลากหลายเพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลความจริงเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วที่สุด หากพบข้อมูลที่น่าสงสัยหรือข่าวที่คาดว่าจะเป็นการบิดเบือน ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1111 ต่อ 87 ซึ่งพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้ถือเป็นเส้นทางลัดที่เชื่อมต่อประชาชนเข้ากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อรับการยืนยันข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และน่าเชื่อถือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากสายด่วนแล้ว ประชาชนยังสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตนเองสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หลักของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือผ่านแอปพลิเคชัน Line ID: @antifakenewscenter ซึ่งเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สำหรับผู้ที่ใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นหลัก สามารถติดตามได้ที่ Facebook: Anti-Fake News Center Thailand และ X (Twitter): @AFNCThailand เพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันและคำเตือนล่าสุดเกี่ยวกับกลโกงของมิจฉาชีพ

ในส่วนของคนรุ่นใหม่ กระทรวงดีอีได้ขยายการเฝ้าระวังไปยังแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok: @antifakenewscenter และ Instagram: afnc_thailand เพื่อให้การสื่อสารเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์อย่างไม่มีข้อจำกัด การมีช่องทางที่ครอบคลุมนี้คือความตั้งใจที่จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภาคประชาชนในการเป็น “หูเป็นตา” ให้แก่สังคม หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงาน สามารถติดต่อกลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อรับข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

#ข่าวปลอม #ดีอี #AFNC #สแกมเมอร์ #AI #อาชญากรรมออนไลน์ #ความปลอดภัยไซเบอร์ #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts