ในเช้าวันที่สองของงาน MarketHub Asia 2026 บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้และความต่อเนื่องจากความเข้มข้นของวันแรก ผู้เข้าร่วมงานต่างตื่นตัวกับแนวคิด “ความจริงที่ถูกปลดล็อก” (Unlocked Reality) ซึ่งเป็นโลกที่ความซับซ้อนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ความเสี่ยงเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผ่านระบบนิเวศที่เชื่อมโยงถึงกัน และเป็นจุดที่แพลตฟอร์มข้อมูลกับการตัดสินใจเดินทางมาบรรจบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดคำถามใหม่ๆ และความท้าทายในใจของผู้ฟังทุกคนตั้งแต่เช้าตรู่
ประเด็นหลักที่ถูกชูขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของวันนี้คือเรื่องของ “นวัตกรรม” แต่ไม่ใช่ในฐานะคำศัพท์สวยหรูที่ใช้กันจนเกร่อ สำหรับ John Sanei นวัตกรรมที่แท้จริงต้องหมายถึงการลงมือทำหรือ “การปฏิบัติ” ให้เกิดขึ้นจริง มันคือการแสวงหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่และการตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำธุรกิจต้องเผชิญในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้าใส่จากทุกทิศทาง
“นวัตกรรมไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่นวัตกรรมคือการลงมือทำ คือวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ และเป็นการตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง” — John Sanei, Leading Futurist & Global Voice on A.I.
การก้าวเข้าสู่เนื้อหาในช่วงเช้านี้เริ่มต้นด้วยการทดสอบไหวพริบอย่างรวดเร็ว เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของสมองที่มักจะตอบสนองโดยอัตโนมัติ การบรรยายในหัวข้อ “See Beyond Tomorrow” โดย John Sanei มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ซึ่งเขามองว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การขาดแคลนเทคโนโลยี แต่เป็นข้อจำกัดของโครงสร้างทางความคิดของมนุษย์เองที่มักจะมองหาแต่โอกาสเดิมๆ ที่คุ้นเคย แทนที่จะมองเห็นโอกาสใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
ปลดล็อกกรอบแนวคิดผ่าน Adaptable Intelligence Framework
John Sanei ผู้นำทางความคิดด้านอนาคตศาสตร์และที่ปรึกษาบริษัทในกลุ่ม Fortune 100 ได้นำเสนอโครงสร้างที่เรียกว่า “Adaptable Intelligence Framework” หรือกรอบความคิดอัจฉริยะที่ปรับตัวได้ เหตุผลที่เขาต้องเน้นย้ำเรื่องความสามารถในการปรับตัวเป็นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว สติปัญญาของมนุษย์มักมีลักษณะที่ “ตายตัว” โดยที่เราไม่รู้ตัว สมองของเราถูกโปรแกรมมาให้มองหาความมั่นคงและการยืนยันในสิ่งที่เราทราบอยู่แล้ว เพื่อสร้างประสิทธิภาพในกรอบเดิมๆ มากกว่าการเปิดรับสิ่งใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน
กรอบแนวคิดนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งระยะแรกเริ่มต้นจากการพยายามทำความเข้าใจอนาคตในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด Sanei ระบุว่า “ความซับซ้อนคือศัตรูตัวฉกาจของการลงมือทำ” เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งดูซับซ้อนเกินไป สมองของคนเราจะทำการลบข้อมูลนั้นทิ้ง บิดเบือน หรือสรุปแบบเหมารวม เพื่อที่จะได้กลับไปทำงานแบบเดิมที่คุ้นเคยต่อไป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราพลาดสัญญาณเตือนสำคัญจากโลกภายนอก
การลดทอนความซับซ้อนให้กลายเป็นความเรียบง่ายจึงเป็นกุญแจดอกแรกที่จะทำให้ผู้นำสามารถมองเห็นภาพรวมของอนาคตได้ชัดเจนขึ้น หากเรายังคงปล่อยให้ความวุ่นวายของข้อมูลมาบดบังทัศนวิสัย เราจะไม่สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติได้จริง การปรับปรุงสติปัญญาให้ยืดหยุ่นจึงเริ่มต้นที่การกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายที่แท้จริงขององค์กรในระยะยาว
“ความซับซ้อน คือศัตรูตัวฉกาจของการลงมือทำ ” — John Sanei, Leading Futurist & Global Voice on A.I.
ความตระหนักรู้เหนือกว่าสติปัญญา: บทเรียนจากความพ่ายแพ้ของยักษ์ใหญ่
ในระยะที่สองของกรอบแนวคิด Sanei ได้หยิบยกคำกล่าวของ Albert Einstein ที่ว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยระดับความตระหนักรู้เดิมที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมา” ผู้นำส่วนใหญ่มักพยายามทำงานให้หนักขึ้นและใช้ความฉลาดที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ อนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาด เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับระดับของ “ความตระหนักรู้” หากขาดความตระหนักรู้ที่ถูกต้อง เราจะไม่มีวันมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่รออยู่ตรงหน้าเลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือการล่มสลายของอิทธิพลตลาดรถยนต์เยอรมัน ซึ่งไม่สามารถก้าวตามนวัตกรรมของยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้ทัน แม้แต่ในเมืองที่เต็มไปด้วยรถหรูอย่างดูไบ รถยนต์เยอรมันเริ่มหายไปจากท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เมื่อ 10 ปีก่อน สัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้เริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว แต่ผู้บริหารระดับโลกเหล่านั้นกลับมองข้ามสัญญาณเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย
คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารเหล่านั้นโง่เขลาหรือขี้เกียจหรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่เลย พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ฉลาดที่สุดและมีจรรยาบรรณในการทำงานสูงที่สุด แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือความตระหนักรู้และมุมมองที่กว้างไกลเพียงพอ เพราะโอกาสในอนาคตไม่ได้อ้างอิงจากประวัติศาสตร์ความสำเร็จในอดีตหรือความฉลาดทางเทคนิคเท่านั้น แต่มันถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับเปลี่ยนมุมมองให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่ได้หมุนรอบตัวเราอีกต่อไป
“อนาคตไม่ใช่เรื่องของความฉลาด แต่อนาคตคือเรื่องของความตระหนักรู้ ” — John Sanei, Leading Futurist & Global Voice on A.I.
การปรับโครงสร้างสมองเพื่อมองให้ทะลุวันพรุ่งนี้
ในส่วนที่สาม Sanei มุ่งเน้นไปที่การ “ปรับโครงสร้างมุมมอง” เพราะมุมมองของคนส่วนใหญ่มักติดหล่มอยู่กับการพยายามแก้ปัญหาของเมื่อวาน ข้อมูลทางประสาทวิทยา บ่งชี้ว่า เมื่อมนุษย์อายุถึง 35 ปี เราจะมีคำคิดประมาณ 60,000 ถึง 70,000 เรื่องต่อวัน และที่น่าตกใจคือ 90% ของความคิดเหล่านั้นเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราคิดเมื่อวาน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสมองของเราถูกฝึกมาเพื่อความคุ้นเคย ไม่ใช่เพื่อการมองหาโอกาสใหม่ๆ
การจะเห็นภาพ “Beyond Tomorrow” หรือมองให้ไกลกว่าวันพรุ่งนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจกลไกการทำงานของสมองมนุษย์ เพื่อที่จะวิวัฒนาการและยกระดับความคิดให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่เป็นการอัปเกรด “ฮาร์ดแวร์” หรือสมองของเราให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน หากเรายังคงใช้ความคิดเดิมๆ ในการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด
Sanei สรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การมองเห็นอนาคตไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ผ่านการพัฒนาความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด ผู้เข้าร่วมการบรรยายต่างได้รับแรงบันดาลใจให้กลับไปสำรวจตัวเองว่า ความสำเร็จในอดีตกำลังกลายเป็นกำแพงที่กั้นขวางอนาคตอยู่หรือไม่ และในเวลาเที่ยงของวันนี้ เขาจะกลับมาขยายความเชิงลึกเพื่อให้ทุกคนสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคแห่ง AI
#JohnSanei #TheReporterAsia #BusinessTransformation #AdaptableIntelligence #FutureOfDecisionMaking #ArtificialIntelligence #InnovationExecution

