MALEE โชว์ศักยภาพการปรับตัวอย่างเหนือชั้นท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้จากการขายและการให้บริการได้สูงถึง 1,995.4 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับความท้าทายรอบด้านแต่ยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 7.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คิดเป็นมูลค่า 23.6 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
สำหรับการดำเนินงานในภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 นั้น MALEE ต้องเผชิญกับปัจจัยลบภายนอกที่ควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมและผลไม้กระป๋อง ทำให้รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 7,848.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 197.4 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วโดยไม่รวมรายการพิเศษจากการตั้งค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-off) พบว่าบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานจริงสูงถึง 325.8 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.7% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างธุรกิจหลักยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ MALEEก้าวข้ามขีดจำกัดในปีที่ผ่านมาคือการมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) และการขยายฐานธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ในกลุ่มน้ำมะพร้าวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดโลก การปรับโมเดลธุรกิจจากการพึ่งพาตลาดเดิมสู่การเป็นพันธมิตรในระดับสากล ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ชดเชยยอดขายที่ลดลงจากกลุ่มสินค้าแบรนด์ในบางพื้นที่ได้ทันท่วงที ส่งผลให้เสถียรภาพทางการเงินของบริษัทในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและพร้อมที่จะทะยานต่อในปี 2569 ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิม
เจาะลึกความสำเร็จ “น้ำมะพร้าว” พระเอกตัวจริงดันยอดขายโตกระโดด
ความโดดเด่นที่สุดของผลประกอบการปี 2568 คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ซึ่งรวมทั้งธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) และแบรนด์ Malee COCO ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 18% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกระแสชั่วคราว แต่เกิดจากการวางแผนเชิงรุกในการเจาะตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการบริโภคน้ำมะพร้าวแท้ 100% เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักสุขภาพในโซนตะวันตกและเอเชียตะวันออก ส่งผลให้ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจน้ำมะพร้าวมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 25% ของรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมด และก้าวขึ้นเป็นสินค้าอันดับสองที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับบริษัทรองจากผลิตภัณฑ์นม
ในส่วนของตลาดน้ำมะพร้าวระดับโลก MALEEได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในกลุ่มธุรกิจ OEM อย่างมหาศาล โดยมียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ลูกค้าเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง การที่บริษัทสามารถรักษามาตรฐานการผลิตระดับพรีเมียมและมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถรองรับความต้องการที่ขยายตัวได้ทันเวลา นอกจากนี้ แบรนด์ Malee COCO เองยังทำหน้าที่เป็นเรือธงในการสร้างภาพลักษณ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับสากล ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคทั่วโลกจนสร้างอัตราเติบโตเฉพาะกลุ่ม OEM น้ำมะพร้าวได้สูงถึง 55.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นอกจากกลุ่มน้ำมะพร้าวแล้ว MALEEยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ผู้นำตลาดน้ำผลไม้ระดับพรีเมียมในประเทศได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 24% จากมูลค่าตลาดรวมพรีเมียมกว่า 4,061 ล้านบาท แม้สภาวะเศรษฐกิจในประเทศจะมีความผันผวนและกำลังซื้อของผู้บริโภคมีความเปราะบาง แต่แบรนด์ Malee ยังคงได้รับความนิยมสูงที่สุดในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการรักษาคุณภาพสินค้าที่สม่ำเสมอและการทำตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟกระป๋องพร้อมดื่มและผลิตภัณฑ์นมที่ยังคงเป็นรากฐานรายได้ที่สำคัญของบริษัท
กางแผนปี 69 วิสัยทัศน์ Beyond Fruit สู่การเป็น Global Wellbeing Company
ก้าวต่อไปในปี 2569 MALEEได้ประกาศยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจที่ท้าทายภายใต้วิสัยทัศน์ “Beyond Fruit to Global Wellbeing” โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนผ่านจากบริษัทน้ำผลไม้ สู่การเป็นบริษัทเพื่อสุขภาพระดับโลกอย่างเต็มตัว แผนงานสำคัญคือการเปิดตัวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) อย่างน้อย 2-3 รายการต่อปี ซึ่งจะเป็นสินค้าในกลุ่มใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากน้ำผลไม้ เพื่อสร้างความหลากหลายและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลิตภัณฑ์กลุ่มเดิมเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทมีแผนจะใช้ศักยภาพของหน่วยงานMALEE Applied Science ในการวิจัยและพัฒนาสารสกัดสำคัญที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต
นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“ในปีที่ผ่านมาเราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ทั้งความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ซึ่งเราได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน มุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) ขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างความหลากหลายนอกเหนือจากกลุ่มน้ำผลไม้ พร้อมยกระดับสู่ฐานการเติบโตใหม่ที่แข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นในปี 2569”
ในด้านการขยายฐานรากสู่สากล บริษัทได้ปักหมุดหมาย 5 ตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ จีน เกาหลี อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชาญฉลาด MALEEจะใช้กลยุทธ์การนำสินค้าที่ประสบความสำเร็จในบางประเทศไปทดลองทำตลาดในประเทศอื่นๆ รวมถึงการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และรสชาติให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนในท้องถิ่น โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 9-12% ซึ่งถือเป็นการตั้งเป้าที่สะท้อนถึงความมั่นใจในแผนงานและศักยภาพของทีมงานที่ได้รับการปรับทัพมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา
นอกจากกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดแล้ว MALEE ยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างการดำเนินงานภายในผ่าน “Digital Transformation” โดยการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก มาใช้ในการบริหารจัดการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์อย่างเต็มรูปแบบ ระบบใหม่นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับ และมีความโปร่งใส ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ยืดหยุ่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคในปี 2570-2571 ตามโรดแมปที่วางไว้
แนวโน้มตลาดและโอกาสทองในช่วงฤดูร้อนปี 2569
สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มในปี 2569 MALEEมองเห็นโอกาสเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากกระแส Health & Wellness ที่ยังคงทรงพลังและแพร่ขยายไปในกลุ่มวัยทำงานและคนรักการออกกำลังกาย ความต้องการเครื่องดื่มในรูปแบบ Ready-to-Drink (RTD) ที่ให้ทั้งความสะดวกและคุณประโยชน์ทางโภชนาการจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดน้ำผลไม้และน้ำมะพร้าวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทพร้อมจะส่งมอบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผ่านการวิจัยมาอย่างดีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่มองหามากกว่าแค่รสชาติ แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน
ปัจจัยบวกที่สำคัญอีกประการคือการเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม คาดการณ์ว่าจะเป็นตัวเร่งอัตราการเติบโตและสร้างความคึกคักให้กับตลาดน้ำมะพร้าวและน้ำผลไม้เป็นอย่างมาก MALEEได้เตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้ด้วยแผนการผลิตที่ยืดหยุ่นและการจัดทัพกลยุทธ์โลจิสติกส์ใหม่ที่ลดผลกระทบจากปัญหาชายแดน ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะสามารถกระจายเข้าสู่ทุกช่องทางจำหน่ายได้อย่างทั่วถึงทั้งในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2569
ในระยะยาว MALEEมุ่งมั่นที่จะยกระดับบทบาทการเป็นพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจ OEM ที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ESG) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน การก้าวจากบริษัทไทยสู่ Regional Brand และ Global Wellbeing Company ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านตัวเลขรายได้ แต่คือการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ พนักงาน ไปจนถึงผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อให้ MALEE เป็นแบรนด์ที่เติบโตคู่ไปกับสังคมที่มีสุขภาพดีอย่างมั่นคงและยั่งยืน
#MALEE #มาลีกรุ๊ป #ผลประกอบการปี68 #น้ำมะพร้าว #เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ #GlobalWellbeing #หุ้นMALEE #เศรษฐกิจไทย #ส่งออกเครื่องดื่ม #นวัตกรรมสุขภาพ

