กสทช. สั่งค่ายมือถือชี้แจงด่วน ปมหลอกเด็กสแกนหน้าเปิดซิมในโรงเรียน

กสทช. สั่งค่ายมือถือชี้แจงด่วน ปมหลอกเด็กสแกนหน้าเปิดซิมในโรงเรียน

วงการโทรคมนาคมสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อช่องโหว่จากการขยายฐานลูกค้าลามเข้าไปถึงรั้วโรงเรียน สำนักงาน กสทช. เรียกผู้ให้บริการชี้แจงด่วน หลังพบตัวแทนจำหน่ายอาศัยกิจกรรมโรงเรียนหลอกเด็กนักเรียนสแกนใบหน้าลงทะเบียนซิมนับร้อย เสี่ยงส่งต่อให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและความปลอดภัยของเยาวชนไทยอย่างร้ายแรง


เปิดยุทธวิธีลวงลงทะเบียนซิมในสถานศึกษาภัยร้ายที่แนบเนียน

กลลวงครั้งใหม่นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของระบบการกำกับดูแล เมื่อตัวแทนจำหน่ายของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อาศัยโอกาสที่เข้าไปทำกิจกรรมสันทนาการหรือกิจกรรมส่งเสริมความรู้ภายในโรงเรียน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนซึ่งอาจจะยังเท่าไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ โดยมีการนำซิมการ์ดระบบเติมเงินไปแจกจ่ายฟรี แต่มีเงื่อนไขแอบแฝงที่น่าตกใจคือการบังคับให้เด็กนักเรียนลงทะเบียนและสแกนใบหน้าต่อเนื่องกันหลายครั้งต่อคน ส่งผลให้เด็กหนึ่งคนอาจมีชื่อครอบครองซิมการ์ดจำนวนมากโดยที่ตนเองไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของผู้ให้บริการรายย่อยเหล่านั้น

จากการขยายผลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพบข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีซิมการ์ดที่ถูกลงทะเบียนผ่านการหลอกลวงเด็กนักเรียนในลักษณะนี้รวมแล้วกว่า 495 ซิม ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบการทำงานของตัวแทนจำหน่าย ที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขยอดขายและการขยายฐานลูกค้าใหม่จนละเลยมาตรฐานความปลอดภัยและจริยธรรมทางธุรกิจ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเยาวชน แต่ยังเป็นการจงใจสร้างฐานข้อมูลปลอมในระบบโทรคมนาคมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนสีเทาที่รอรับช่วงต่อซิมเหล่านี้ไปใช้งานในทางที่ผิดกฎหมาย

ภัยเงียบที่แฝงตัวมาในคราบของกิจกรรมโรงเรียนนี้ได้ถูกเปิดโปงเมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับจากเหตุอาชญากรรมออนไลน์ โดยพบว่าจากจำนวนซิมเกือบ 500 เบอร์ที่ได้มาโดยมิชอบนั้น มีจำนวนถึง 27 ซิมที่ถูกตรวจพบว่ามีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่อันตรายและแสดงให้เห็นว่ากระบวนการ “ปั้นซิม” จากโรงเรียนสู่มือโจรนั้นทำงานได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงซึ่งหลบซ่อนอยู่หลังบัตรประชาชนของเด็กนักเรียน


กสทช. งัดมาตรการยาแรงสั่งระงับเบอร์ทันทีตัดวงจรโจร

เมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงและมีหลักฐานชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. จึงได้สั่งการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการระงับสัญญาณเบอร์โทรศัพท์ทั้งหมด 495 เบอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับกรณีดังกล่าวทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการตรวจสอบรายบุคคล เพื่อเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่อาจจะขยายตัวและสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นในวงกว้าง มาตรการเชิงรุกนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบาย Zero Tolerance ต่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้อาชญากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและสวัสดิภาพของสังคมอย่างยิ่ง

ในที่ประชุมร่วมกับค่ายมือถือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อข้อเสนอของผู้ประกอบการที่ต้องการจะลงพื้นที่ตรวจสอบตัวตนเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลก่อนการระงับสัญญาณ โดยนายไตรรัตน์มองว่าวิธีการดังกล่าวล่าช้าและไม่เท่าทันต่อความเร็วของอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบัน เนื่องจากซิมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้งานจริงของเยาวชน แต่เกิดจากการ “ลักลอบ” เปิดเพิ่มโดยตัวแทนจำหน่าย ดังนั้นการคงสถานะการใช้งานของซิมเหล่านี้ไว้แม้เพียงนาทีเดียว ก็หมายถึงโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้หลอกลวงเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้น การปิดระบบในทันทีจึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันภัย

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ยังได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ในกรณีที่ตัวแทนจำหน่ายกระทำผิดกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่าผู้ให้บริการต้องเป็นฝ่ายดูแลและกำกับควบคุมตัวแทนจำหน่ายให้ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส หากเกิดความเสียหายหรือมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้ให้บริการจะต้องตกเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วยในฐานะเจ้าของใบอนุญาต มาตรการนี้เปรียบเสมือนการบังคับให้ค่ายมือถือต้องยกเครื่องระบบตรวจสอบ Dealer ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มตัวแทนรายย่อยแสวงหาผลประโยชน์จากการหลอกลวงกลุ่มเปราะบางอย่างเยาวชนอีกในอนาคต


ยกระดับการคุมเข้มเยาวชนถือซิมและกฎเหล็กการตลาดในโรงเรียน

เพื่อป้องกันการซ้ำรอยของปัญหานี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ออกมาตรการควบคุมกิจกรรมทางการตลาดในสถานศึกษาอย่างเข้มงวด โดยสั่งห้ามไม่ให้ค่ายมือถือนำซิมการ์ดไปจำหน่ายหรือแจกจ่ายควบคู่กับการจัดกิจกรรมสร้างความรู้อีกต่อไป หากบริษัทต้องการเข้าไปส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลให้แก่เยาวชน ก็ควรเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้จริงๆ โดยปราศจากการแฝงการขายหรือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเปิดใช้บริการโทรศัพท์ มาตรการนี้จะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนและลดโอกาสที่มิจฉาชีพในคราบตัวแทนจำหน่ายจะเข้าถึงตัวเด็กนักเรียนได้โดยง่ายเหมือนที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ออกหนังสือเวียนตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บังคับให้ผู้ประกอบการทุกรายตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลผู้ใช้บริการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างละเอียด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนที่มีการลงทะเบียนซิมการ์ดมากกว่า 1 ซิมขึ้นไป ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำชื่อไปแอบอ้างหรือถูกหลอกให้เปิดซิมแทนคนอื่น โดยผู้ประกอบการจะต้องรายงานข้อมูลเหล่านี้กลับมายัง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ภายใน 3 วันทำการ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังภัยไซเบอร์และปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

กติกาสังคมใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังอุตสาหกรรมโทรคมนาคมว่า การเติบโตของยอดผู้ใช้งานจะต้องไม่แลกมาด้วยความเสี่ยงของสังคม การกำกับดูแลจากนี้ไปจะมีความเข้มข้นขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าและข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ที่ต้องถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือในการสร้างบัญชีม้าในรูปแบบซิมการ์ด ความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับองค์กร (CSR) จะต้องถูกเปลี่ยนมาเป็นความรับผิดชอบต่อการดำเนินธุรกิจหลัก (Core Business Responsibility) อย่างแท้จริง เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี


“เบอร์พวกนี้เป็นเบอร์ที่ตัวแทนจำหน่ายลักลอบเปิดเพิ่มให้เด็ก ไม่ใช่เบอร์ที่เด็กต้องการขอใช้งานเอง ต้องปิดทั้งหมด เพราะมีความเสี่ยงที่เบอร์ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี การที่บริษัทจะรอลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อให้เด็กมายืนยันตัวตน ถามรายคนล่าช้าไม่ทันการณ์ การนำข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้อาชญากรเป็นเรื่องที่ใครก็ยอมรับไม่ได้”- นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล 


#กสทช #ค่ายมือถือ #ซิมม้า #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมไซเบอร์ #คุ้มครองผู้บริโภค #ข่าวเศรษฐกิจ #ความปลอดภัยเยาวชน #DigitalEconomy #TelecomThailand

Related Posts