ภาพรวมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ทั่วโลกในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของการเดินทางอย่างเต็มตัว โดยมีสถิตินักท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูงถึง 1.52 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สถิตินี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสถิติเดิมในยุคหลังการแพร่ระบาด แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่ยังคงเหนียวแน่นแม้จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อในภาคบริการและปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงในหลายภูมิภาค ภูมิภาคยุโรปยังคงครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 793 ล้านคน ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยฟื้นตัวกลับมาได้ถึง 91% ของระดับก่อนการแพร่ระบาด
ท่ามกลางการเติบโตที่สดใสนี้ HBX Group ผู้นำด้านเทคโนโลยีการเดินทางระดับโลก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาค MIPAC ซึ่งประกอบด้วยตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงชี้ให้เห็นว่า ความยืดหยุ่นและการปรับตัวกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว นี้ไปแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังฟิลิปปินส์หรือเวียดนามอย่างรวดเร็ว แทนที่จะหยุดการเดินทางไปเลย
ในแง่ของรายได้จาก การท่องเที่ยว ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ด้วยมูลค่าการส่งออกจากการท่องเที่ยวรวม (รวมรายรับและการขนส่งผู้โดยสาร) สูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลจาก UN Tourism ระบุว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเติบโตเร็วกว่าจำนวนผู้มาเยือนในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูสวยงาม แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความท้าทายในปี 2026 ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคาและต้นทุนการเดินทางที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการแพร่ระบาด ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเริ่มมองหาความคุ้มค่าของเม็ดเงินมากขึ้นกว่าเดิม
กับดักราคาถอยหลัง: วิกฤตการจองวินาทีสุดท้ายที่ทำลายผลกำไร
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือพฤติกรรมการจองแบบ “Last-minute” ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเทรนด์ความต้องการที่ล่าช้า แต่ในมุมมองของ Patrick Torres, Regional Sourcing Director แห่ง HBX Group กลับมองว่านี่คือผลลัพธ์ของ “โครงสร้างราคาที่ถอยหลัง” (Regressive Pricing) ในอุตสาหกรรมโรงแรม โดยโรงแรมส่วนใหญ่มักตั้งราคาสูงเกินไปสำหรับการจองล่วงหน้า 6-12 เดือน และเมื่อใกล้ถึงวันเข้าพักแต่ยอดจองไม่เป็นตามเป้า ก็จะตื่นตระหนกและลดราคาอย่างรุนแรงเพื่อดึงดูดผู้เข้าพักในนาทีสุดท้าย พฤติกรรมนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่ฉลาดเริ่มรอคอยและใช้เครื่องมือเทคโนโลยีในการตรวจสอบราคา เพื่อยกเลิกการจองเดิมแล้วกลับมาจองใหม่ในราคาที่ถูกกว่า
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออัตรากำไรของธุรกิจโรงแรมและสร้างความไม่แน่นอนในการบริหารจัดการข้อมูล Patrick Torres อธิบายว่าการที่โรงแรมมุ่งเน้นการจัดการรายได้ในระยะสั้นเพียง 3 เดือนล่วงหน้า ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่วางแผนระยะยาว ทั้งที่ความจริงแล้ว ข้อมูลการค้นหากว่า 60% ของลูกค้าในตลาดสำคัญอย่างไทยหรือเวียดนาม มีการวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ 60 ถึง 90 วัน ไปจนถึงหนึ่งปีล่วงหน้า หากโรงแรมไม่สามารถปกป้องราคาสำหรับกลุ่มลูกค้า Long-lead เหล่านี้ได้ ก็จะเท่ากับเป็นการลงโทษลูกค้าที่มีความภักดีและสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจเพียงเพราะพวกเขาจองล่วงหน้า
“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมตอนนี้คือการที่เราไม่ได้บริหารจัดการราคาในวิธีที่ปกป้องความต้องการระยะยาว เราจำเป็นต้องพลิกวิธีคิดใหม่เพื่อตอบแทนลูกค้าที่จองล่วงหน้า 12 เดือน ไม่ใช่ไปทำโทษเขาด้วยการเปิดให้เจอราคาที่ถูกกว่าเพียง 7 วันก่อนเข้าพัก” — Patrick Torres, Regional Sourcing Director, HBX Group
สมรภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เมื่อไทยถูกท้าทายด้วย ‘เวียดนามโมเดล’
ในส่วนของประเทศไทย แม้จะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ในรอบปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของความต้องการ โดยเฉพาะจากตลาดจีนที่ได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและเหตุการณ์ข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ด้วยการเปิดตัวจุดหมายปลายทางใหม่ๆ เช่น เกาะฟู้โกว๊ก (Phu Quoc) ที่มีการดึงเชนโรงแรมหรูระดับโลกเข้าไปเปิดตัวอย่างมหาศาล เวียดนามประสบความสำเร็จในการนำเสนอทางเลือกใหม่ที่ผสมผสานทั้งชายหาด ภูเขา และวัฒนธรรม ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวตะวันตกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่
Andrew Boocock, Wholesale Regional Director แห่ง HBX Group ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความท้าทายของไทยไม่ได้มีเพียงแค่คู่แข่ง แต่ยังรวมถึงความเข้มข้นของการกระจายสินค้าที่พึ่งพาแพลตฟอร์ม OTA รายใหญ่เพียงไม่กี่รายมากเกินไป การที่ธุรกิจโรงแรมในไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ทำให้ยากต่อการหลุดพ้นจากสงครามราคาและการควบคุมการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง เขาแนะนำให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการจัดส่วนแบ่งตลาด ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และร่วมมือกับองค์กรการท่องเที่ยวอย่าง ททท. เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพผ่านช่องทาง B2B และตัวแทนการท่องเที่ยวที่เน้นบริการระดับพรีเมียม

แนวทางการปรับตัวของไทยในระยะยาวคือการกระจายความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางรองนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต หรือสมุย เช่น การผลักดันเชียงใหม่ในมุมมองของประสบการณ์ภาคเหนือ หรือการค้นหาเกาะใหม่ๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเข้าไม่ถึง การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านประสบการณ์เฉพาะด้าน และการปรับปรุงโครงสร้างราคาให้มีความยืดหยุ่นตามความต้องการที่แท้จริง จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มผลกำไรต่อห้อง (RevPAR) ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันทาง HBX Group กำลังร่วมมือกับ ททท. ในการวางกลยุทธ์ระยะ 3-5 ปีเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
ขุมทรัพย์ใหม่: การแพทย์และการพักผ่อนที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว
เทรนด์ที่โดดเด่นและเป็นโอกาสทองของประเทศไทยคือ “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และเวลเนส” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด Patrick Torres เปิดเผยว่าการบูรณาการบริการด้านสุขภาพเข้ากับธุรกิจโรงแรมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องการรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การที่โรงพยาบาลร่วมมือกับโรงแรมเพื่อใช้เป็นสถานที่พักฟื้นสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหรือคุณแม่หลังคลอด โดยมีพยาบาลวิชาชีพดูแลประจำไซต์ รูปแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับภาคโรงแรมจากกลุ่มลูกค้าที่มีระยะเวลาพำนักนานกว่าปกติ
บทบาทของ HBX Group ในฐานะตัวกลางเทคโนโลยีคือการเชื่อมโยงความต้องการพิเศษเหล่านี้ผ่านระบบ API ที่ทันสมัย ตัวอย่างเช่น หากตัวแทนท่องเที่ยวเห็นความต้องการผลิตภัณฑ์เวลเนสในไทยเพิ่มขึ้น พวกเขาสามารถใช้ข้อมูลเพื่อระบุโรงแรมที่มีทำเลใกล้โรงพยาบาลและมีคุณสมบัติเหมาะสม แล้วให้ HBX Group เข้าไปเจรจาสัญญาพิเศษเพื่อนำมาจัดเป็นแพ็กเกจรวมค่าที่พัก รถรับส่ง และประกันการเดินทาง ความโปร่งใสในการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อนี้ช่วยให้พันธมิตรโรงแรมสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ที่พวกเขาไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน
“เราไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนขายห้องพัก แต่เรากำลังทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของทีมจัดหาให้กับลูกค้า และเป็นแขนขาด้านการขายให้กับโรงแรม เราสร้างระบบนิเวศที่ทำให้สินค้าที่ไม่ใช่แค่การพักผ่อนแบบเดิมๆ เช่น บริการทางการแพทย์หรือองค์กร สามารถเข้าถึงแหล่งที่พักทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” — Andrew Boocock, Wholesale Regional Director, HBX Group
คาดการณ์ปี 2026: เติบโตท่ามกลางพายุความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
เมื่อมองไปข้างหน้าถึงปี 2026 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงเติบโตในระดับ 3% ถึง 4% เมื่อเทียบกับปี 2025 ปัจจัยสนับสนุนหลักจะมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง การเพิ่มขึ้นของการเชื่อมต่อทางอากาศที่คาดว่าจะมีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้น 4.7% และการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นอกจากนี้ กิจกรรมระดับโลก เช่น โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่อิตาลี และฟุตบอลโลก 2026 ในอเมริกาเหนือ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดึงดูดนักเดินทางข้ามภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นของ UN Tourism บ่งชี้ว่าปี 2026 อาจจะเป็นปีที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยมีคะแนนความเชื่อมั่นอยู่ที่ 126 ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปี 2025 ที่ 129 ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลาม ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญกว่าครึ่งระบุว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางที่สูงจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการในปี 2026 คือการ “กระจายความเสี่ยง” และ “ใช้ข้อมูลนำหน้าการตัดสินใจ” การลดความพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสภาวะโลกที่มีความผันผวนสูง เทคโนโลยี AI และระบบการจัดการข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยให้โรงแรมสามารถคาดการณ์ความต้องการที่แท้จริงและตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อรักษาทั้งฐานลูกค้าและรักษามาตรฐานกำไรในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
#การท่องเที่ยว2026 #เศรษฐกิจการท่องเที่ยว #HBXGroup #เทรนด์การเดินทาง #MedicalTourism #อุตสาหกรรมโรงแรม #UNWTO #WellnessTravel

