เจาะลึก HBX Group ชู AI ผสานมนุษย์ พลิกเกมท่องเที่ยวหรู สู้ยักษ์ใหญ่

เจาะลึก HBX Group ชู AI ผสานมนุษย์ พลิกเกมท่องเที่ยวหรู สู้ยักษ์ใหญ่

ในโลกของการท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ตลาดท่องเที่ยวระดับลักชูรีกลายเป็นสมรภูมิที่น่าจับตามองที่สุดในปัจจุบัน David Amsellem ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดจำหน่าย แห่ง HBX Group ได้ออกมาเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ ผ่านเวที MarketHub Asia 2026 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันตลาดลักชูรีกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอัตราที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับเซกเมนต์อื่นๆ

เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานเริ่มกลับมาบรรจบกันอย่างลงตัวอีกครั้ง หลังจากที่เคยเผชิญกับข้อจำกัดด้านศักยภาพในการรองรับของสายการบินและโรงแรมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง HBX Group ระบุว่าในวันนี้ข้อจำกัดเหล่านั้นได้ถูกทำลายลงด้วยการลงทุนมหาศาลในกลุ่มที่นั่งระดับพรีเมียมและแบรนด์โรงแรมหรูใหม่ๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การขยายตัวของตลาด แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและสัมผัสของมนุษย์ที่เป็นหัวใจสำคัญของคำว่า “ลักชูรี” David ระบุว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มแรกๆ ที่โอบรับการนำ AI และนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการวางแผนเดินทาง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เป็นกลุ่มแรกที่โหยหาการกลับมาของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ทรงคุณค่า ด้วยเหตุนี้ HBX Group จึงได้เปิดตัวแบรนด์ “Luxurious” ซึ่งเป็นแบรนด์เฉพาะทางเพื่อตอบโจทย์ตลาดนี้โดยเฉพาะ โดยเน้นการคัดสรรที่พักระดับโลก การเจรจาสิทธิพิเศษเฉพาะตัว และที่สำคัญที่สุดคือการให้บริการผ่าน “Human Concierge” ที่ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในเซกเมนต์ลักชูรีมีความแตกต่างจากตลาดแมสอย่างชัดเจน ในขณะที่ตลาดทั่วไปใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลัก แต่สำหรับตลาดหรู AI ถูกนำมาใช้เพื่อ “ยกระดับ” ประสบการณ์ของลูกค้าให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น David อธิบายว่าบทบาทของบริษัทในฐานะผู้กระจายสินค้าคือการเปลี่ยนความซับซ้อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีความกระจัดกระจายสูง ให้กลายเป็นความเรียบง่ายสำหรับผู้ใช้งาน โดยใช้สิ่งที่เขาเรียกว่า “Simplexity” หรือการบริหารจัดการความซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้รวดเร็วที่สุดสำหรับนักเดินทางระดับพรีเมียม


บทเรียนจากสมรภูมิผาแดง: กลยุทธ์พันธมิตรเพื่อคานอำนาจยักษ์ใหญ่

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาที่สุดในการนำเสนอของ David คือการหยิบยกประวัติศาสตร์การรบครั้งสำคัญอย่าง “ศึกผาแดง” มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันในตลาด B2B Distribution เขามองว่าอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “Duopoly” หรือการมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่เพียงสองรายที่ครองส่วนแบ่งตลาดส่วนมาก ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปโดยไร้การตอบโต้ ผู้ประกอบการอิสระและผู้เล่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจและความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ เนื่องจากทุกอย่างจะถูกรวมศูนย์และควบคุมโดยอัลกอริทึมที่ขาดความโปร่งใส

David อธิบายเหตุผลที่เลือกใช้ตัวอย่างของศึกผาแดงว่า เป็นเพราะชัยชนะของพันธมิตรทหารจำนวนน้อยที่สามารถเอาชนะกองทัพนับแสนได้นั้น เกิดจากการสร้าง “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” (Strategic Alliance) ที่แข็งแกร่ง นี่คือทางออกเดียวสำหรับผู้เล่นในเอเชียที่จะรักษาสิทธิอิสระในการดำเนินธุรกิจ (Autonomy) และสร้างการแข่งขันที่สมบูรณ์ในตลาด หากไม่มีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ ตลาดท่องเที่ยวจะถูกครอบงำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียที่ Meta ครอบครองพื้นที่เกือบทั้งหมด จนนำไปสู่ปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวและการขาดทางเลือกของผู้บริโภค

เขายังได้เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม Cloud Computing ที่ในอดีต AWS เคยครองส่วนแบ่งตลาดกว่าครึ่ง แต่ความสมดุลเกิดขึ้นได้เมื่อมีคู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ก้าวเข้ามา ซึ่งส่งผลดีต่อลูกค้าในแง่ของนวัตกรรมและราคาที่เป็นธรรม สำหรับ HBX Group เป้าหมายคือการทำหน้าที่เป็น “Ecosystem of Reference” หรือระบบนิเวศอ้างอิงที่เป็นศูนย์กลางให้ผู้เล่นในภูมิภาค APAC ได้เข้ามาผนึกกำลังกัน การสร้างพันธมิตรนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อต่อสู้ด้วยกำลังที่รุนแรง แต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยักษ์ใหญ่ระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่านักเดินทางจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันที่ยั่งยืน

HBX Group


AI จะไม่มาแทนที่ใคร: อนาคตของตัวแทนท่องเที่ยวที่ติดอาวุธเทคโนโลยี

หนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจผู้ประกอบการคือ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์หรือไม่ David ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า AI จะไม่มีวันแทนที่ “ตัวแทนท่องเที่ยว” (Travel Agent) ได้โดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะในตลาดลักชูรีที่ความสัมพันธ์และความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขาเตือนว่า “ตัวแทนท่องเที่ยวที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ” ต่างหากที่จะเข้ามาแทนที่ตัวแทนท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมที่ไม่ยอมปรับตัว หัวใจสำคัญคือการใช้ AI เข้ามาจัดการกับ “Friction” หรือจุดติดขัดและงานธุรการที่น่าเบื่อ เพื่อให้มนุษย์สามารถทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลความสัมพันธ์และสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้แก่ลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในทางปฏิบัติ AI จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ตัวอย่างเช่น การจัดการเรื่องการจอง การจัดการการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเดินทาง หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งงานเหล่านี้หากใช้แรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียวจะมีความซับซ้อนและใช้เวลานานมาก การนำ AI มาช่วยจึงเปรียบเสมือนการส่งมอบ “พลังวิเศษ” ให้กับตัวแทนท่องเที่ยวในการสร้างการเดินทางที่ไร้รอยต่อ (Seamless Journey) ตั้งแต่เริ่มวางแผนจนถึงวันเดินทางกลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเดินทางระดับหรูในยุคปัจจุบันคาดหวังมากกว่าความหรูหราทางกายภาพเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ HBX Group ยังนำ AI มาใช้เป็นแกนหลักในการตัดสินใจเชิงธุรกิจ โดยมีการจัดการคำร้องขอผ่านระบบ (Requests) มากกว่า 8 พันล้านรายการต่อวัน ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ช่วยให้บริษัทเข้าใจเจตนา (Intention) ของนักเดินทางทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ AI ช่วยให้การจับคู่อุปสงค์และอุปทาน (Matchmaking) เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่สมองมนุษย์ไม่สามารถทำได้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์นี้ยังช่วยให้พาร์ทเนอร์โรงแรมสามารถปรับราคาและบริหารจัดการห้องว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยว: เมื่อการจองล่วงหน้าเหลือเพียงไม่กี่วัน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเทคโนโลยี David ยังได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเทรนด์การจองในระยะสั้นในอดีตคำว่าระยะสั้นอาจหมายถึงการจองล่วงหน้าไม่เกินหนึ่งเดือน แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 7 วัน และมีแนวโน้มจะลดลงเหลือไม่ถึง 4 วันในอนาคตอันใกล้ เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดแมสเท่านั้น แต่ได้ลามเข้าสู่ตลาดลักชูรีด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องมีความคล่องตัวสูงมากในการตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ในส่วนของจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามอง ภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นผู้นำโดยมีญี่ปุ่นรั้งตำแหน่งท็อป 3 อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ตลาดในประเทศของจีนกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนที่มีการเปิดตัวโรงแรมบูติกและรีสอร์ทระดับหรูที่มีจำนวนห้องพักไม่มากนัก แต่เน้นความเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ นักเดินทางระดับบนยังให้ความสำคัญกับการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้จุดหมายปลายทางที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด David เชื่อมั่นว่าแม้โลกจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ความต้องการในตลาดลักชูรีจะยังคงแข็งแกร่ง เพราะนวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่กับที่ การนำ AI มาใช้ไม่ได้เป็นการขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นการปรับตัวตามความจริงของโลกที่เทคโนโลยีต้องเข้ามาเสริมศักยภาพให้มนุษย์ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในตลาดทั่วไป หรือการสร้างคุณค่าเพิ่มในตลาดหรู หัวใจสำคัญคือการไม่หยุดพัฒนาและรู้จักนำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้เพื่อสร้างอนาคตของการเดินทางที่ดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน


“ผมไม่เชื่อว่า AI จะมาแทนที่ตัวแทนท่องเที่ยวได้ แต่ตัวแทนท่องเที่ยวที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือต่างหากที่จะเข้ามาแทนที่ตัวแทนท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม” David Amsellem, Chief Distribution Officer, HBX Group


#HBXGroup #LuxuryTravel #AIinTravel #TravelIndustry #EconomicTrends #Tourism2026 #DigitalTransformation #B2BTravel #AsiaPacificTourism #TravelStrategy

Related Posts