สูตรลับ 11 องค์กรไทย พลิกเกมธุรกิจให้ชนะด้วยพลัง Resilience 2.0

สูตรลับ 11 องค์กรไทย พลิกเกมธุรกิจให้ชนะด้วยพลัง Resilience 2.0

ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ของโลกธุรกิจ การปรับตัวเพียงเพื่อความอยู่รอดอาจไม่เพียงพออีกต่อไป งานประกาศรางวัลและงานสัมมนาการเรียนรู้ “100 Outperforming Enterprises 2025” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่เผยให้เห็นว่า องค์กรระดับแนวหน้าของไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่มาตรฐานใหม่ที่เรียกว่า “Outperforming” ซึ่งไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางการเงินที่โดดเด่น แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในอย่างยั่งยืน

เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเชิดชูเกียรติให้แก่ 11 องค์กรต้นแบบที่สามารถยกระดับการบริหารคน ภาวะผู้นำ และวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเป็นระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แบ่งปันอินไซต์เชิงลึกจากการศึกษาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนภาพรวมขององค์กรไทยในมิติต่าง ๆ หัวใจสำคัญที่ถูกหยิบยกมาเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนคือแนวคิด “The Power of Purpose, People, Performance” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้บริษัทไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในระดับสากลท่ามกลางพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง

ศาสตราจารย์ เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวในพิธีเปิดงานไว้อย่างน่าประทับใจถึงรากฐานของความสำเร็จว่า “ความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือสิ่งที่ถูกเลือก ถูกเพาะบ่ม และถูกรักษาไว้อย่างยั่งยืน ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่คือกระบวนการที่สร้างผลลัพธ์นั้นขึ้นมา องค์กรที่ยอดเยี่ยมในอนาคตคือองค์กรที่รู้จักใช้ศักยภาพของคนผสานเข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว เพื่อสร้างความแตกต่างที่แท้จริง”

ความน่าสนใจของงานในปีนี้คือการถอดรหัสพันธุกรรมขององค์กรที่ “ทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย” ผ่านดัชนีชี้วัด People Outperform Index (POI) และการสำรวจประสบการณ์พนักงาน ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ชัดเจนว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการเลือกที่จะบ่มเพาะและรักษามาตรฐานแห่งความเป็นเลิศไว้อย่างตั้งใจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ความอดทน (Endurance) ไปสู่การสร้างพลังงานมนุษย์ที่สามารถเติมเต็มได้ใหม่ (Renewable Human Energy) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิดการบริหารจัดการในอนาคต


100 Outperforming Enterprises 2025

3 เสาหลักสู่ความเป็นเลิศ: เมื่อจุดมุ่งหมายเชื่อมโยงสู่ผลลัพธ์

คุณนภัส ศิริวรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด ได้เผยถึงผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า องค์กรกลุ่ม Outperformers มีความโดดเด่นกว่าองค์กรทั่วไปในเรื่อง “Purpose” หรือการมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยถึง 21% สิ่งนี้เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูกต้อง โดยองค์กรเหล่านี้สามารถถ่ายทอดความหมายของเป้าหมายหลักลงไปสู่พนักงานทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พนักงานไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแค่กำลังทำงานตามหน้าที่ แต่รับรู้ว่าพวกเขากำลังร่วมสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบว่าพนักงานรู้ตัวว่าเขากำลังก่ออิฐหรือเขากำลังสร้างวิหารอยู่

ในมิติของ “People” องค์กรกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาเพียงแค่คะแนนความผูกพัน (Engagement Score) ที่สูงลิ่วเหมือนในอดีต แต่เน้นการสร้างพนักงานที่มีความพร้อมในทักษะสำคัญทั้งปัจจุบันและอนาคต จากข้อมูลพบว่าองค์กร Outperformers สามารถสร้างระดับความผูกพันของพนักงานได้เฉลี่ยถึง 83% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 68% ที่น่าสนใจคือปัจจุบันผู้นำไม่ได้ต้องการ “น้ำนิ่ง” แต่ต้องการ “น้ำไหล” ที่มีการเคลื่อนไหว (Healthy Turnover) เพื่อดึงไอเดียใหม่ ๆ เข้ามา โดยมุ่งเน้นความผูกพันไปที่กลุ่มพนักงานที่มีผลกระทบสูงต่อองค์กร (High Impact Group) เช่น ผู้สืบทอดตำแหน่งหรือผู้ที่มีทักษะสำคัญ

สำหรับเสาหลักสุดท้ายคือ “Performance” ซึ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ให้แก่พนักงาน เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างแท้จริง องค์กรที่ยอดเยี่ยมจะส่งเสริมบรรยากาศที่พนักงาน “กล้าที่จะล้มเหลว” หรือกล้าแชร์มุมมองที่แตกต่างโดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบในเชิงลบ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ากลุ่ม Outperformers ทำได้ดีกว่าองค์กรทั่วไปถึง 17% ในมิตินี้ การสร้าง Super Workforce ที่ประกอบด้วยกลุ่ม “Energy Multipliers” หรือผู้ที่นอกจากจะมีพลังในตัวเองแล้วยังสามารถสร้างพลังให้คนรอบข้างได้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด


Resilience 2.0: อัปเกรดซอฟต์แวร์ทางความคิดเพื่อการเติบโต

ในช่วงบทสนทนาพิเศษกับ ดร. ทาช่า ยูริค (Dr. Tasha Eurich) นักจิตวิทยาองค์กรระดับโลก ได้มีการนำเสนอแนวคิด “Resilience 2.0” ซึ่งเป็นการอัปเกรดมุมมองต่อความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว ดร. ทาช่า ชี้ให้เห็นว่าผู้นำส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าความยืดหยุ่นคือ “ความอึด” หรือการกัดฟันสู้ผ่านวิกฤต (Endurance) แต่ในความเป็นจริง ความอึดมีขีดจำกัดที่เรียกว่า “Resilience Ceiling” หรือเพดานแห่งความอดทน เมื่อทรัพยากรส่วนบุคคลถูกใช้จนหมด ความพยายามที่จะฝืนเดินหน้าต่อจะหยุดสร้างการเติบโตและกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางศักยภาพขององค์กรแทน

100 Outperforming Enterprises 2025

สัญญาณเตือนว่าองค์กรหรือผู้นำกำลังชนเพดานความอดทนนั้นสังเกตได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ความคิดเริ่มตีบตัน (Thinking Narrows) เนื่องจากการทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพิจารณาสถานการณ์รอบด้าน การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance) เพราะขาดพลังงานที่จะจัดการบทสนทนาที่ยากลำบาก และความพยายามที่ลดลงเหลือเพียงระดับที่จำเป็น (Reduced Discretionary Effort) ซึ่งพนักงานจะเริ่มประหยัดพลังงานและขาดความคิดสร้างสรรค์ หากผู้นำยังคงยึดติดกับ Resilience 1.0 ที่เน้นแค่การเอาตัวรอด (Surviving) องค์กรย่อมไม่สามารถก้าวไปสู่จุดที่เป็น Outperformance ได้อย่างยั่งยืน

ความลับของ “Resilience 2.0” คือการเปลี่ยนผ่านจากแค่การฟื้นตัว (Bouncing Back) ไปสู่การเติบโตไปข้างหน้า (Growing Forward) โดยใช้แรงกดดันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความชัดเจนและเฉลียวฉลาดขึ้น องค์กรในเวอร์ชันใหม่นี้จะถูกออกแบบมาให้เป็น “Shadow-Proof” ซึ่งหมายถึงองค์กรที่สามารถเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นพลังงานมนุษย์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กุญแจสำคัญคือการดูแล “พลังงานมนุษย์” ในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset) แทนที่จะมองเพียงแค่ผลผลิต (Output) เพียงอย่างเดียว


ถอดรหัส 3Cs: เติมเต็มความต้องการทางจิตวิทยาของพนักงาน

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์แบบ Resilience 2.0 ดร. ทาช่า ได้เสนอโมเดล 3Cs ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน 3 ประการที่จะช่วยขับเคลื่อนความเป็นเลิศของมนุษย์ ประกอบด้วย Confidence (ความเชื่อมั่น) คือความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและกำลังเติบโต Choice (การมีทางเลือก) คือความเป็นอิสระในการตัดสินใจเลือกวิธีทำงาน และ Connection (ความเชื่อมโยง) คือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความไว้วางใจ เมื่อความต้องการทั้งสามนี้ได้รับการตอบสนอง พลังงานและความยืดหยุ่นจะทวีคูณขึ้นทันที แต่หากถูกขัดขวาง ประสิทธิภาพในการทำงานจะเริ่มหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางปฏิบัติ ผู้นำมักจะบ่อนทำลายความต้องการเหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น การกำหนดลำดับความสำคัญที่ไม่ชัดเจนซึ่งทำลาย Confidence หรือการสร้างกระบวนการทำงานที่ตายตัวเกินไปซึ่งทำลาย Choice รวมถึงการขาดความไว้วางใจหรือการหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ตรงไปตรงมาซึ่งทำลาย Connection ดร. ทาช่า เน้นย้ำว่าองค์กรที่ยอดเยี่ยมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากผู้นำไม่เริ่ม “Modeling Need Crafting” หรือการเป็นแบบอย่างในการจัดการความต้องการของตนเองก่อน เพราะผู้นำที่หมดไฟย่อมไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ CEO ท่านหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงตัวเลข แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพขั้นรุนแรงเนื่องจากความเครียดสะสม สาเหตุมาจากการพยายามทำให้ทุกคนพอใจจนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง (Confidence) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการ “พิสูจน์คุณค่า” มาเป็นการ “วางใจในภาวะผู้นำ” และเริ่มสื่อสารความต้องการของตนเองกับทีมงาน ไม่เพียงแต่ช่วยให้ CEO ท่านนั้นทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้น แต่ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม ทำให้พนักงานกล้าตัดสินใจและมีพลังในการทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


บทสรุปและก้าวถัดไป: จากทฤษฎีสู่แนวปฏิบัติที่ทำได้จริง

บทเรียนจากงาน “100 Outperforming Enterprises 2025” สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายขององค์กรไทยต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือผลกำไร แต่คือการบริหารจัดการ “มนุษย์” อย่างมีความเข้าใจ การเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “The Way We Work Together” (เราทำงานด้วยกันอย่างไร) ไปเป็น “The Way We Win Together” (เราจะชนะด้วยกันได้อย่างไร) คือการสร้างความกระหายในการเติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้นำในยุคถัดไปจึงต้องลดบทบาทจากการเป็นผู้ควบคุม มาเป็นผู้สร้างพลังงานและจัดการความต้องการ (Need Crafting) ให้แก่พนักงาน เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและกลับมาตั้งหลักได้อย่างรวดเร็วในทุกวิกฤต

สำหรับก้าวต่อไปที่ทุกองค์กรสามารถเริ่มทำได้ทันทีคือ การสำรวจความต้องการพื้นฐานใน 3 มิติ (Confidence, Choice, Connection) ของพนักงานในกลุ่ม High Impact ลองพิจารณาดูว่าเรากำลังสร้างหรือกำลังทำลายพลังงานของพวกเขาในแต่ละวัน การจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน การมอบอิสระในการทำงาน และการสร้างความเชื่อมโยงผ่านความไว้วางใจ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนองค์กรจากสภาพที่เพียงแค่ “ดูเข้มแข็ง” (Appearing Strong) ไปสู่การ “มีสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน” (Sustaining Performance) ในระยะยาว

คุณนภัส ศิริวรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด ได้ย้ำถึงเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างชัดเจนว่า “เป้าหมายของเราภายใน 5 ปีข้างหน้า (2026-2030) คือการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อสร้างให้เกิด 100 องค์กรไทยที่เป็น Outperforming Enterprise อย่างแท้จริง เราต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการบริหารจัดการในภูมิภาคนี้ โดยยึดหลักความยั่งยืนจากภายในผ่านการเชื่อมโยง Purpose, People และ Performance เข้าด้วยกัน เพื่อนำพาองค์กรไทยไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

หากคุณเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่ต้องการยกระดับองค์กรให้ก้าวเข้าสู่กลุ่ม Outperformers ในปี 2026 นี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือการถามตัวเองและทีมงานว่า “อะไรคือสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อเติมเต็มพลังงานและสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน?” เพราะความยิ่งใหญ่ขององค์กรไม่ได้วัดกันที่ก้าวยาว ๆ เพียงครั้งเดียว แต่วัดกันที่ก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยจุดมุ่งหมายในทุก ๆ วัน ฮิววิท คอนซัลติ้ง และศศินทร์ พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการธุรกิจไทยในระดับสากล

#OutperformingEnterprises2025 #HewittConsulting #Sasin #Resilience2.0 #EconomicNews #BusinessTransformation #ThailandEconomy #Leadership #FutureReady

Related Posts