ADFEST 2026 วันที่ 2 เมื่อ AI ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์ยังเหนือกว่า?

ADFEST 2026 วันที่ 2 เมื่อ AI ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์ยังเหนือกว่า?

บรรยากาศความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ศูนย์ประชุมพีช (PEACH) โรงแรมรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป พัทยา ประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ADFEST 2026 โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในแง่ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของภาคธุรกิจโฆษณาผ่านธีม “Human+” ที่เน้นย้ำถึงบทบาทของมนุษย์ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตลอดวันที่สองของเทศกาล มีเหล่าขุนพลนักคิดและนักธุรกิจจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของภูมิภาค

ในปีนี้ ADFEST 2026 ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากเหล่าตัวแทนกว่า 770 คน จาก 56 เมืองทั่วโลกที่หลั่งไหลเข้ามามีส่วนร่วมในเทศกาลตั้งแต่วันแรก กิจกรรมตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 ถึง 21 มีนาคม 2026 อัดแน่นไปด้วยเซสชันสัมมนาจากวิทยากรชั้นนำถึง 61 เซสชัน พร้อมด้วยเวที Breakout Stage เวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ 7 รายการ และโซน Production Hut สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสทองของการเจรจาทางธุรกิจและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดนที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดประชุม (MICE) ในพัทยาที่กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด

หัวใจสำคัญของการจัดงานในวันที่สองคือการสำรวจจุดตัดระหว่าง “เทคโนโลยี” และ “สัญชาตญาณมนุษย์” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเม็ดเงินโฆษณาในอนาคต เนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดบนเวทีหลักสะท้อนถึงความพยายามของภาคธุรกิจที่จะหาจุดสมดุลในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังคงรักษาความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งเอาไว้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจากระดับผู้บริหารและมืออาชีพในวงการครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนเข็มทิศชี้ทางให้แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล


เผชิญหน้าความจริงของอนาคต: เมื่อสัญชาตญาณต้องปะทะอัลกอริทึม

หนึ่งในเซสชันที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือการบรรยายในหัวข้อ “The Uncomfortable Truth about The Future of Creativity” โดย Ted Lim จาก DIFF Creative Consultants และ Andreas Moellmann จาก FUTURE INC ที่เริ่มต้นวันด้วยการตั้งคำถามที่ท้าทายต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรม ในขณะที่เอเจนซี่โฆษณาทั่วโลกกำลังเผชิญกับการควบรวมกิจการและการเร่งตัวของ AI การรักษาเอกลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น Ted Lim ได้เน้นย้ำถึงความจริงอันน่าอึดอัดใจว่า แม้เทคโนโลยีจะฉลาดเพียงใด แต่มนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้ควบคุมทิศทางเพื่อไม่ให้งานสร้างสรรค์ขาดจิตวิญญาณ ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ในอนาคตอันใกล้

สอดคล้องกับแนวคิดของ Jessica Davey และ Meyvi Wedelia จาก GUT Singapore ที่นำเสนอเซสชัน “GUT Instinct: Intuition vs Algorithm” เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อในสัญชาตญาณคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ พวกเขาเปิดเผยว่าการกล้าที่จะไว้วางใจในความรู้สึกและการตัดสินใจของมนุษย์ (Gut Feeling) มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่กล้าหาญและเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นในเอเชียได้อย่างลึกซึ้งกว่าการเดินตามข้อมูลดิบจากอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว การสร้างแบรนด์ที่มีความกล้าหาญเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างกระแสในสังคม แต่ยังเปลี่ยนเป็นยอดขายและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่มั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลต้องการอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ Stephan Schwarz จาก LePub Singapore และ SJ Heng จาก Heineken Asia-Pacific ยังได้ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “How Creativity Can Spark Real-World Connections” เพื่อให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้จริง พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งสามารถเปลี่ยนแคมเปญโฆษณาธรรมดาให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตจริงได้ แนวทางนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารทางเดียวไปสู่การสร้างประสบการณ์ร่วม ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ผ่านการแก้ปัญหาสังคมและการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค


ความร่วมมือของยักษ์ใหญ่: บทเรียนการข้ามพรมแดนจาก Toyota และ Honda

ปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่แวดวงธุรกิจยานยนต์และโฆษณาคือเซสชัน “TIGER and DRAGON. When Giants Unite” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Toyota และ Honda บนเวทีเดียวกัน นำโดย Kenichi Yagi จาก Toyota Mobility Foundation, Hideaki Takaishi จาก Honda Motor Co., Ltd. พร้อมด้วยผู้บริหารจาก Hakuhodo ทั้งในโตเกียวและกรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตลาด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นการเติบโตร่วมกันมากกว่าการทำลายล้างคู่แข่ง สะท้อนถึงวุฒิภาวะของตลาดทุนที่มุ่งเน้นความยั่งยืน

ในขณะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น Joohee Lee จาก Cheil Korea ได้ขึ้นเวทีแชร์ประสบการณ์ในหัวข้อ “A Global Brand’s Challenge Beyond Borders” เธอได้เจาะลึกถึงความท้าทายของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านรายละเอียดทางเทคนิค (Specs) และภาพจำเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียที่สะท้อนอารมณ์และความรู้สึก เป้าหมายคือการทำให้แคมเปญสื่อสารสามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคในตลาดที่แตกต่างกันกว่า 200 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานเศรษฐกิจของแบรนด์เอเชียให้ครอบคลุมระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งแง่มุมของการทำความเข้าใจผู้บริโภคถูกนำเสนอโดย วรัญญู “บิ๊ก” สรเศรษฐสกุล และ ประสิทธิ์ “ป๊อป” คุหนุพัญชัย จาก BBDO Bangkok ในหัวข้อ “When People Become the Brief Again” พวกเขาเสนอให้กลับไปให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์และปัญหาที่แท้จริงของผู้คน มากกว่าการยึดติดกับตัวเลขหรือความต้องการของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว การทำให้ “คน” กลับมาเป็นหัวใจหลักของโจทย์การตลาด คือการสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจโฆษณาในระยะยาว เพราะเมื่อแบรนด์สามารถแก้ปัญหาให้คนได้จริง ผลกำไรทางเศรษฐกิจก็จะตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ


เทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมและการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่

ในด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม Naoki Tanaka จาก Dentsu Lab ได้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง “Designing Inclusive Futures: Uniting Technology and Creativity to Move Brands and Society” เขาได้เผยให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกับคลื่นสมอง (Brainwave-driven performance art) เพื่อขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมและความเท่าเทียมในสังคม เทคโนโลยีในบริบทนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นสะพานเชื่อมโอกาสให้แก่กลุ่มคนที่อาจจะเข้าไม่ถึงสิทธิบางประการ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงทุกคน

นอกจากการสัมมนาในเชิงธุรกิจแล้ว ADFEST 2026 ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการ “Short Films for ADFEST 2026 by the Fabulous Five” ซึ่งเป็นเวทีที่ให้ผู้กำกับหน้าใหม่ 5 ท่าน ได้แก่ อริยาภรณ์ บุญดีปทุม, Irvine Prisilia, Karin Nogami, Lisa Aoki และ Nagi Tajima ได้แสดงฝีมือผ่านภาพยนตร์สั้น โดยมี Michael Ahmadzadeh จาก electriclimeº เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาถึงแรงบันดาลใจ การส่งเสริมบุคลากรเลือดใหม่เหล่านี้คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง เพราะคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของงานคราฟต์และการสื่อสารในอนาคต

สำหรับมาตรฐานของความเป็นเลิศในอุตสาหกรรม Eric Monnet จาก WPP ได้ขึ้นกล่าวปิดท้ายวันในหัวข้อ “Grandma Famous vs Croisette Famous” เขาได้อธิบายถึงวิวัฒนาการของความยอดเยี่ยมในงานสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามเพียงการคว้าถ้วยรางวัลในงานเทศกาล (Croisette Famous) ไปสู่การสร้างผลกระทบที่แท้จริงจนคนทั่วไปจำได้ (Grandma Famous) มุมมองนี้กระตุ้นให้นักธุรกิจสร้างสรรค์คำนึงถึงการสร้างมาตรฐานงานคราฟต์ที่สูงสุด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโฆษณาให้เป็นที่ยอมรับและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงในวงกว้าง


เจาะลึกหลังม่านรางวัลและพื้นที่สำหรับกลุ่มธุรกิจระดับ VIP

ทางด้านกิจกรรมสนับสนุน เวที Breakout Stage ในวันที่สองได้เปิดพื้นที่ให้เหล่าตัวแทนได้สัมผัสกับ “Juries Insights” หรือการเจาะลึกเบื้องหลังการตัดสินรางวัลจากคณะกรรมการ ในช่วงเช้ามีการแชร์ข้อมูลสำคัญในหมวด Digital & Social, Design, Print & Outdoor Craft ขณะที่ช่วงบ่ายเน้นไปที่ Film Craft, Brand Experience และ PR ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่า ช่วยให้เอเจนซี่และแบรนด์เข้าใจเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสในการชนะใจลูกค้าในตลาดสากล

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “The World Producers Summit” นำโดย Steve Davies จาก Advertising Producers Association (APA) ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีที่รวบรวมโปรดิวเซอร์ชั้นนำมาพูดคุยถึงทิศทางของอุตสาหกรรมการผลิต ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อหาทางออกให้แก่ปัญหาที่พบบ่อยในสายงานผลิตและสำรวจวิธีการทำงานแบบใหม่ กิจกรรมนี้เน้นย้ำถึงวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่างฝ่ายสร้างสรรค์และฝ่ายผลิต (Producers+) เพื่อส่งเสริมการเติบโตข้ามพรมแดนและการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

ท้ายที่สุด สำหรับเหล่าพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ยาวนาน ADFEST ได้จัดเตรียมพื้นที่ “Lotus Royale Lounge” บริเวณชั้น 2 ของ PEACH ไว้ต้อนรับ พื้นที่นี้สงวนไว้สำหรับผู้ที่มาร่วมงานอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป โดยมอบสิทธิพิเศษระดับ VIP เช่น การลงทะเบียนช่องทางด่วน บริการนวด และโซนพิเศษในการประกาศรางวัล การให้ความสำคัญกับ “ความจงรักภักดี” ของพันธมิตรเช่นนี้ สะท้อนถึงการบริหารความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการสร้างความประทับใจระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ADFEST ยังคงเป็นงานเทศกาลสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

#ADFEST2026 #HumanPlus #CreativeEconomy #ThailandMICE #MarketingTrends2026

Related Posts