เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ปี 2026 อย่างเต็มตัว ภาคการเกษตรไทยที่เคยถูกมองว่าเป็นกระดูกสันหลังที่อ่อนล้ากำลังจะได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ผ่านการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “วันตำบล วันดิจิทัล ซีซัน 3” (One Tambon One Digital: OTOD #3) ภายใต้แนวคิด “ชุมชนดี ไปได้ดี ด้วยดิจิทัล” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) ได้ประกาศยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 8% แม้จะมีจำนวนครัวเรือนสูงถึง 8 ล้านครัวเรือนก็ตาม
บรรยากาศภายในงานเปิดตัว OTOD #3 เต็มไปด้วยความหวังและการแสดงนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่โดรนพ่นยาขนาดใหญ่ไปจนถึงระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัลของดีป้า ได้ขึ้นกล่าวเปิดงานพร้อมฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตที่กลายเป็นโอกาสของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากสังคมสูงวัย ซึ่งเกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 50 ถึง 60 ปี และเริ่มมีกำลังแรงงานในครอบครัวลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่คนต่อครัวเรือน
การกลับมาในซีซันที่ 3 นี้ไม่ใช่เพียงแค่การแจกทุนสนับสนุน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลทางการเกษตรที่ครบวงจรที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมุ่งหวังจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อปี โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของตลาดโลก โดยอาศัยการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven) ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะอย่างยั่งยืน
วิสัยทัศน์ผู้นำและการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรยุคใหม่
ดร.ปรีสาร รักวาทิน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็น “อาวุธ” สำคัญในการต่อสู้กับปัญหาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นและหนี้สินครัวเรือนที่พอกพูน ท่านอธิบายว่าภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งอัปเกรดทักษะด้าน Digital Agriculture อย่างเร่งด่วน เนื่องจากในอดีตเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะมีราคาสูงถึงหลักล้านบาททำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ยาก แต่ในปัจจุบันระดับราคาได้ลดลงมาอยู่ในจุดที่จับต้องได้มากขึ้น และเมื่อบวกกับการส่งเสริมจากภาครัฐผ่านเงินทุนสนับสนุนแบบ Matching Fund 50:50 ก็ยิ่งทำให้โอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีเปิดกว้างขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านอุปกรณ์แล้ว ดร.ปรีสาร ยังมองไกลไปถึงการสร้าง “นักสร้างคอนเทนต์ดิจิทัล” (Digital Content Creator) ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรไม่เพียงแต่ผลิตเก่ง แต่ยังต้องขายเป็นผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น TikTok หรือการทำ Live Commerce เพื่อสร้าง awareness และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง นี่คือกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฟาร์ม แต่ขยายไปสู่โลกของการตลาดดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของวิสาหกิจชุมชนให้มั่นคงยิ่งขึ้นในระยะยาว
“เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถช่วยให้พี่น้องเกษตรกรลดความสูญเสีย เพิ่มรายได้ และมีเวลาไปให้ทำอย่างอื่นประกอบอาชีพอย่างอื่นเพิ่มเติม หารายได้เข้ากับวิสาหกิจชุมชนนั้น ๆ ได้” — ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า
เจาะลึก 3 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการเกษตรไทย
ใน OTOD #3 นี้ ดีป้าได้คัดสรรเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญ 3 ด้านมานำเสนอ ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติหรือ IOT สำหรับโดรนเพื่อการเกษตรนั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรงและช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่การฉีดพ่นยาอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อไร่ แต่ด้วยเทคโนโลยีโดรนรุ่นใหม่ที่บรรจุน้ำได้ถึง 30-50 ลิตร สามารถทำให้งานเสร็จสิ้นได้ในเวลาไม่กี่นาที พร้อมความแม่นยำในการกระจายตัวยาที่มากกว่าแรงงานคน
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ “แทรกเตอร์อัจฉริยะเอวอ่อน” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสัญชาติไทยที่ออกแบบมาให้เหมาะกับพื้นที่เกษตรกรรมที่มีข้อจำกัด จุดเด่นคือระบบเลี้ยวที่ยืดหยุ่นและการใช้ล้อหน้าขนาดใหญ่ทำให้สามารถตะกุยดินได้ดีในพื้นที่แคบ ที่สำคัญคือมีการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่ช่วยในการวางแผนการทำงาน บันทึกข้อมูลการใช้น้ำมัน และคำนวณค่าจ้างได้ทันที ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าน้ำมันจากหลักพันเหลือเพียงหลักร้อยบาทต่อวัน และยังช่วยให้การบริหารจัดการฟาร์มเป็นระบบมากขึ้นกว่าการใช้ประสบการณ์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
ทางด้านระบบ IOT หรือระบบบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชอย่างแท้จริง ผ่านเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน วัดค่าอุณหภูมิ และความเข้มแสง เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศภายนอกเพียงอย่างเดียว เช่น การปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในโรงเรือนที่สามารถควบคุมรสชาติให้หวานได้ตามมาตรฐานระดับสูงโดยการ “แกล้งพืช” ผ่านระบบควบคุมการให้น้ำที่แม่นยำ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าสินค้าได้หลายเท่าตัว
มาตรฐาน dSURE ความมั่นใจที่มากกว่าแค่เทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญที่ ดร.ปรีสาร ได้เน้นย้ำคือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเครื่องหมาย “dSURE” ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพเทคโนโลยีดิจิทัลสัญชาติไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล มาตรฐานนี้ไม่ได้มองแค่ประสิทธิภาพการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงความปลอดภัยในการใช้งาน (Safety) เช่น ระบบป้องกันแบตเตอรี่ระเบิด และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลทางการเกษตรที่สำคัญของเกษตรกรรั่วไหลไปสู่ผู้ที่ไม่หวังดี
การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน dSURE ยังหมายถึงการรับประกันบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ของเทคโนโลยีนำเข้าในอดีต ดร.ปรีสาร ระบุว่าดีป้าได้ทำหน้าเป็นตัวกลางในการคัดกรองผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Providers) ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความมั่นคงทางการเงินเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งเมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหา นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเพดานราคากลางที่เหมาะสม ทำให้เกษตรกรได้รับเทคโนโลยีที่ดีในราคาที่ยุติธรรมและคุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ มาตรฐาน dSURE ยังเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิด “บัญชีบริการดิจิทัล” ที่เป็นแหล่งรวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง โดยปัจจุบันมีบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โครงการแล้วกว่า 10 บริษัท พร้อมผลิตภัณฑ์มากกว่า 22 รายการ สิ่งนี้ทำให้เกิด Ecosystem ที่แข็งแกร่งซึ่งผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์บริบทการเกษตรของไทยเอง เช่น ระบบพ่นหมอกในโรงเรือนเห็ดที่ทำงานตามเซ็นเซอร์ความชื้นจริง หรือระบบโดรนที่สามารถหว่านปุ๋ยเม็ดได้ในตัวเดียว ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไปพร้อม ๆ กัน
เรื่องราวความสำเร็จจากพื้นที่จริงสู่ต้นแบบระดับประเทศ
ในงานนี้ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าดิจิทัลช่วยเปลี่ยนชีวิตได้จริง คุณสุดาวัลย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ได้เล่าถึงการขยายกิจการจากการมีโรงเรือนมะเขือเทศเพียง 5 หลัง จนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 45 หลังด้วยระบบ IOT การใช้เทคโนโลยีช่วยให้เธอมีเวลาเหลือเฟือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ เช่น การสกัดสารสำคัญจากมะเขือเทศเพื่อทำเป็นเครื่องสำอางบอดี้โลชั่น ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตนอกเหนือจากการขายผลสดเพียงอย่างเดียว
ทางด้านนาข้าว คุณนพดล รองประธานวิสาหกิจชุมชนปิ่นฟ้าฟาร์ม ได้แชร์มุมมองของการเป็น “Young Smart Farmer” ที่นำโดรนมาใช้ฉีดพ่นยาในนาข้าว 100 ไร่ ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าแรงได้ปีละหลายหมื่นบาท สิ่งที่น่าประทับใจคือเขาสามารถอัปเกรดจากเกษตรกรผู้จ้างวานมาเป็น “ผู้ประกอบการโดรน” ที่รับบินเองและรับจ้างคนในชุมชนด้วย นอกจากนี้เขายังได้พัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เปิดให้คนทั่วไปมาเรียนรู้วิถีนาสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนในอีกมิติหนึ่ง
สำหรับเกษตรกรแปลงใหญ่อย่างคุณคาวแวน ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวบ้านเขานม จังหวัดราชบุรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของระบบแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับรถแทรกเตอร์อัจฉริยะ แอปนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่การนำทาง แต่ยังเป็นสมุดจดบันทึกดิจิทัลที่ช่วยจำว่ารับงานที่ไหน พื้นที่เท่าไหร่ และต้องเก็บเงินใคร ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความหลงลืมและการทำบัญชีที่เคยยุ่งยากในอดีต เขาเชื่อว่าหากเกษตรกรรู้จักเปิดใจรับสิ่งใหม่ ดิจิทัลจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์ที่สุดในการทำมาหากิน
สร้างอาชีพใหม่ด้วยศูนย์ซ่อมบำรุงเทคโนโลยีชุมชน
ประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้การสนับสนุนเกษตรกร คือการยกระดับธุรกิจชุมชนให้กลายเป็น “ศูนย์ซ่อมเทคโนโลยีการเกษตร” โดยดีป้ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนช่างซ่อมเครื่องยนต์ ช่างซ่อมจักรยาน หรือช่างเครื่องใช้ไฟฟ้าในท้องถิ่น ให้มีทักษะในการซ่อมโดรนและแทรกเตอร์อัจฉริยะ โครงการนี้เปิดรับช่างชุมชนที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเดิมเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยมีเงินทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 200,000 บาทต่อโครงการ เพื่อนำไปจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นและปรับปรุงสถานที่ให้บริการ
การจัดตั้งศูนย์ซ่อมในพื้นที่ถือเป็นการแก้โจทย์ After Sales Service ที่ยั่งยืน เพราะในอดีตเมื่อโดรนเสียหาย เกษตรกรต้องส่งกลับเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งต้องรอเป็นเวลานานกว่า 2-3 สัปดาห์ ทำให้เสียโอกาสในการทำงานในช่วงฤดูกาลสำคัญ แต่หากมีช่างในชุมชนที่สามารถเปลี่ยนใบพัด มอเตอร์ หรือซ่อมแซมแผงวงจร IOT ได้เบื้องต้น ก็จะช่วยลดระยะเวลาหยุดงาน และยังเป็นการสร้างอาชีพใหม่ที่มีรายได้มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพไปทำงานในเมืองใหญ่
ดร.ปรีสาร ระบุว่าช่างที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการอบรมทักษะเชิงลึกจากผู้ผลิตเทคโนโลยีโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าการซ่อมบำรุงจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยดีป้าตั้งเป้าหมายจะสนับสนุนศูนย์ซ่อมเหล่านี้ให้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละศูนย์จะทำหน้าที่ดูแลชุมชนในรัศมีใกล้เคียงประมาณ 10 ชุมชน สิ่งนี้คือการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ในระดับฐานราก ซึ่งจะทำให้นวัตกรรมดิจิทัลไม่เป็นเพียงของแปลกปลอม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง
โหลดแมปสู่ความสำเร็จและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ
สำหรับวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ OTOD ซีซัน 3 จะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นคือมีการรวมตัวกันตั้งแต่ 20 ครัวเรือนขึ้นไปและต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ โดยกลุ่มจะต้องมีความพร้อมในการร่วมสมทบงบประมาณ (Matching Fund) 50% ของค่าครุภัณฑ์ ซึ่งดีป้าจะสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาทต่อโครงการ กระบวนการสมัครจะเริ่มจากการกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ หลังจากนั้นจะต้องผ่านกิจกรรมบ่มเพาะไอเดียและการ Pitching เพื่อแสดงให้เห็นถึงแผนการบริหารจัดการที่คุ้มค่าและยั่งยืน
แผนการดำเนินงานของโครงการในปี 2569 นี้จะครอบคลุม 8 พื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ภาคเหนือตอนบนที่เชียงใหม่ในเดือนเมษายน ตามด้วยภาคเหนือตอนล่างที่พิษณุโลก ภาคตะวันออกที่ชลบุรี ภาคกลางที่อยุธยา และต่อเนื่องไปจนถึงภาคใต้และภาคอีสานตลอดจนถึงเดือนกรกฎาคม ทุกพื้นที่จะมีกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นและการทำ Business Matching ระหว่างเกษตรกรและผู้ให้บริการดิจิทัล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ทำความรู้จักและพูดคุยเรื่องการบริการหลังการขายก่อนตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยี
เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account “@OTOD3” หรือทางเว็บไซต์ “otod3.depa.or.th” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและไทม์ไลน์การรับสมัครของแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีเบอร์โทรศัพท์สายตรง 09-3320-0922 เพื่อให้คำปรึกษาสำหรับกลุ่มชุมชนที่ยังไม่แน่ใจเรื่องการเขียนโครงการ ดีป้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า OTOD ซีซัน 3 จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของเกษตรกรไทย ให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างสง่างามและมั่งคั่งในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนี้
#depa #OneTambonOneDigital #OTODSeason3 #DigitalAgriculture #เกษตรอัจฉริยะ #ดีป้า #dSURE #SmartFarmer #เทคโนโลยีการเกษตร #นวัตกรรมไทย

