KTIS ผนึกประดิษฐ์ ปฏิวัติไร่อ้อยไทย ใช้เครื่องจักรคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน

KTIS ผนึกประดิษฐ์ ปฏิวัติไร่อ้อยไทย ใช้เครื่องจักรคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการลดการปล่อยคาร์บอน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ของกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการเกษตรอุตสาหกรรม การจับมือกันระหว่างยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำตาลครบวงจรและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเซ็นสัญญาบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีการทำไร่อ้อยแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะที่เน้นประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

กลุ่ม KTIS ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มุ่งสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเต็มตัว ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือกับ บริษัท ประดิษฐ์ จำกัด ผู้คร่ำหวอดในวงการอะไหล่และเครื่องจักรกลเกษตรมานานกว่า 30 ปี ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวและการบำรุงรักษา การผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ นำโดย นายปรัชญ์ ศิริวิริยะกุล ผู้ช่วยประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท KTIS และ นายเหอ ซือ-ฮั่น จากบริษัท ประดิษฐ์ จำกัด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการนำเครื่องจักรกลคาร์บอนต่ำเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการผลิตอ้อย เป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ต้องมีความแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อรองรับความต้องการของโรงงานน้ำตาลในเครือทั้ง 3 แห่งที่ครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นบริเวณกว้าง


ยุทธศาสตร์ความร่วมมือครั้งใหญ่: พลิกตำราปลูกอ้อยยุคดิจิทัล 2026

หัวใจสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้คือการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้กระชับและมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัญหาระดับชาติของเกษตรกรชาวไร่อ้อยมาอย่างยาวนานคือเรื่องต้นทุนการเตรียมดินและการบำรุงรักษาที่สูงขึ้นตามค่าแรงและค่าน้ำมัน การนำเครื่องจักรกลคาร์บอนต่ำเข้ามาใช้งานไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในการเตรียมดิน ทำให้ดินยังคงความอุดมสมบูรณ์และลดการชะล้างพังทลาย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการทำเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทาง BCG ที่กลุ่ม KTIS ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาทักษะของบุคลากรและเกษตรกรในเครือข่ายถือเป็นอีกหนึ่งพันธกิจหลักที่ทั้งสองบริษัทจะดำเนินการร่วมกันอย่างเข้มข้น ความเชี่ยวชาญกว่า 3 ทศวรรษของบริษัท ประดิษฐ์ จำกัด ในด้านอะไหล่รถตัดอ้อยแบบครบวงจร จะถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาระบบการบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงป้องกัน ช่วยให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงฤดูหีบอ้อยที่สำคัญที่สุด ลดการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และมั่นใจได้ว่าอ้อยที่ส่งเข้าโรงงานจะมีคุณภาพและค่าความหวานที่ตรงตามมาตรฐาน

การลดขั้นตอนการทำงานและการนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานคนในส่วนที่ขาดแคลน จะช่วยให้กลุ่ม KTIS สามารถบริหารจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยขนาดใหญ่ได้อย่างมีระบบมากขึ้น ความร่วมมือนี้จะครอบคลุมไปถึงการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพดินและสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้โซลูชันที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับไร่นา ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีในห้องแล็บเท่านั้น สิ่งนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรคู่สัญญาที่จะมีต้นทุนต่อหน่วยลดลงและมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นในระยะยาว


นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ: กุญแจสำคัญสู่เกษตรกรไทยในตลาดโลก

ในยุคที่มาตรการทางการค้าถูกผูกติดกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้เครื่องจักรกลคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย กลุ่ม KTIS เล็งเห็นว่าการลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในกระบวนการเพาะปลูกเป็นเรื่องเร่งด่วน การร่วมมือกับบริษัท ประดิษฐ์ จำกัด จะเน้นไปที่การนำเข้าและพัฒนาเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสะอาดหรือมีอัตราการปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานน้ำตาลของไทยให้เป็นน้ำตาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดพรีเมียมและประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดได้

การปรับปรุงกระบวนการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยยังช่วยลดปัญหาการเผาอ้อยก่อนตัด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ การใช้รถตัดอ้อยที่มีประสิทธิภาพสูงและมีการบำรุงรักษาอะไหล่ที่ถูกต้องแม่นยำ จะจูงใจให้เกษตรกรหันมาตัดอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำให้โรงงานได้รับอ้อยที่สะอาด ไม่มีสิ่งเจือปน ทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาลในโรงงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การใช้เครื่องจักรกลคาร์บอนต่ำยังเชื่อมโยงไปถึงการขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งกลุ่มKTIS มีศักยภาพในการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างรายได้เสริมจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม โดยมีข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรและกระบวนการลดขั้นตอนการเตรียมดินที่ตรวจสอบได้เป็นหลักฐานสำคัญ ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มบริษัทได้อย่างน่าสนใจและสอดรับกับเทรนด์การลงทุนอย่างยั่งยืนในตลาดทุนปัจจุบัน


เครือข่ายโรงงานน้ำตาล 3 แห่ง: ต้นแบบการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเบ็ดเสร็จ

ขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้มีความครอบคลุมและส่งผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากจะถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่ปลูกอ้อยของโรงงานน้ำตาลหลักทั้ง 3 แห่งภายใต้กลุ่มKTIS ได้แก่ โรงงานน้ำตาลเกษตรไทย โรงงานน้ำตาลรวมผล และโรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ การที่มีเครือข่ายโรงงานกระจายตัวอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทำให้การกระจายองค์ความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรจากบริษัท ประดิษฐ์ จำกัด สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง สร้างโมเดลความสำเร็จที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วทั้งกลุ่มบริษัท

การบูรณาการระบบการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอะไหล่ไว้ในที่เดียว จะช่วยให้โรงงานทั้ง 3 แห่งสามารถบริหารจัดการสต็อกอะไหล่และทีมช่างเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียโอกาสในช่วงฤดูกาลหีบอ้อย ประสบการณ์ของบริษัท ประดิษฐ์ จำกัด ในการจัดหาอะไหล่รถตัดอ้อยแบบครบวงจรจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับกลุ่มKTIS ทำให้มั่นใจได้ว่ารถตัดอ้อยทุกลำที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ของทั้ง 3 โรงงานจะมีความพร้อมในการใช้งาน ช่วยให้การส่งมอบอ้อยเข้าสู่โรงงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและมีคุณภาพดีที่สุด

ผลลัพธ์จากการผนึกกำลังในครั้งนี้จะถูกใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่พื้นที่การเกษตรอื่นๆ ต่อไปในอนาคต การลดขั้นตอนการเตรียมดินและการบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ของโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย รวมผล และไทยเอกลักษณ์ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเกษตรอุตสาหกรรมยุคใหม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งความสำเร็จนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า กลุ่มKTIS คือผู้นำตัวจริงที่พร้อมจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล


#KTIS #อุตสาหกรรมน้ำตาล #เกษตรอัจฉริยะ #LowCarbon #BCG #ความยั่งยืน #เครื่องจักรกลเกษตร #เศรษฐกิจไทย2026

Related Posts