บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวโครงการแข่งขัน “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” เพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่การเป็นสมาร์ต ฟาร์มเมอร์ หน้าใหม่อย่างเต็มตัว ผ่านแนวคิดการทำเกษตรแม่นยำสูงด้วยระบบบริหารจัดการแปลงแบบ Data-Driven Farming และเทคนิคการปลูกแบบขยายร่อง ซึ่งถือเป็นโซลูชันสำคัญในการรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โรคระบาดพืช และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก
โครงการนี้เปิดเวทีท้าทายให้เกษตรกรยุคใหม่เข้ามาเรียนรู้และประลองฝีมือในรูปแบบการจัดการแปลงที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ากับดิจิทัล โดยล่าสุดได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ 30 คนสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้งหมดจะต้องเตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันเพื่อชิงรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ยาวไปจนถึงเดือนเมษายน 2570
พลิกโฉมเกษตรกรรมไทยด้วยแนวคิด Data-Driven Farming
อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคการเกษตรอย่างมหาศาล ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังรวมกันกว่า 9.32 ล้านไร่ สามารถให้ผลผลิตรวมได้สูงถึง 26.9 ล้านตันต่อปี และที่สำคัญยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยังตลาดโลกสูงถึง 14.8 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 55% ของผลผลิตทั้งหมดภายในประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามันสำปะหลังไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชไร่ทั่วไป แต่เป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญของหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่เกษตรกรไทยกลับต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันรอบด้านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาการระบาดของโรคพืชโดยเฉพาะโรคใบด่าง รวมถึงความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศจากภาวะโลกร้อน ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความดุเดือด ทำให้วิธีการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการคาดเดาไม่สามารถสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป การปรับตัวเข้าสู่เกษตรกรรมแม่นยำสูงจึงกลายเป็นทางรอดเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“จากข้อมูลสถานการณ์อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 9.32 ล้านไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 26.9 ล้านตันต่อปี และมีการส่งออกมากถึง 14.8 ล้านตัน หรือคิดเป็น 55% ของผลผลิตทั้งหมดในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจและภาคการเกษตรไทย อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดโลก ทำให้การนำเทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเข้ามาช่วยบริหารแปลงเกษตรกลายเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทย” — นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ (กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด)
การนำข้อมูลและการจัดการทางดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นแกนหลัก หรือที่เรียกว่า Data-Driven Farming จึงเป็นแนวคิดที่เข้ามาปฏิวัติโครงสร้างนี้ ผ่านแอปพลิเคชัน K-iField ซึ่งเป็นระบบการบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลแปลงเกษตรอย่างครบวงจร เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเปลี่ยนบทบาทของเกษตรกรจากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ผลิต” ให้กลายเป็น “ผู้จัดการแปลงเกษตร” หรือ Smart Solution ที่สามารถวางแผน วิเคราะห์ และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริงที่แม่นยำ ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนที่ตรงจุดและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
โซลูชัน “ขยายร่อง” และแอปพลิเคชันอัจฉริยะ K-iField
หัวใจสำคัญในเชิงปฏิบัติของโครงการนี้คือเทคนิคการปลูกมันสำปะหลังแบบ “ขยายร่อง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการพื้นที่ที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดเดิมๆ ของเกษตรกร การขยายร่องปลูกจะช่วยเปิดพื้นที่ให้หัวมันสำปะหลังสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพใต้ชั้นดิน ลดปัญหาการเบียดตัวกันของหัวมันที่มักจะเกิดจากการปลูกระยะแคบแบบดั้งเดิม วิธีการนี้ทำให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารและน้ำได้อย่างเต็มที่ ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มน้ำหนักและปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น

นอกจากประโยชน์ต่อตัวพืชแล้ว การปลูกแบบขยายร่องยังได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การใส่ปุ๋ย บำรุงรักษา ไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยโครงการนี้เน้นการทำงานร่วมกับ แทรกเตอร์คูโบต้ารุ่น บี ซีรีส์ (B-Series) ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดและมีความคล่องตัวสูง ความลงตัวระหว่างขนาดเครื่องจักรและระยะร่องปลูกที่เหมาะสมนี้ จะช่วยลดการเหยียบย่ำทำลายผลผลิต ลดระยะเวลาในการทำงานลงอย่างมาก และที่สำคัญคือสามารถทดแทนการใช้แรงงานคนได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่แรงงานภาคเกษตรขาดแคลน
ในส่วนของการขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล เกษตรกรในโครงการจะได้รับการส่งเสริมให้ใช้งานแอปพลิเคชัน K-iField เพื่อทำการบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลแปลงอย่างละเอียด ระบบนี้สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการเพาะปลูก สถิติการใช้ปุ๋ย รายรับ-รายจ่าย ตลอดจนการประเมินสุขภาพพืชผ่านระบบภาพถ่ายดาวเทียม การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดพฤติกรรมการทำเกษตรแบบคาดเดา และหันมาวางแผนการจัดการได้อย่างแม่นยำ เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิตพืชผลที่มีคุณภาพและมีความต่อเนื่อง สู่เป้าหมายเกษตรอัจฉริยะอย่างแท้จริง
ติดอาวุธความรู้ปั้น Agri-Influencer สู่โครงการโคราชแซนด์บ็อกซ์
นอกเหนือจากการพัฒนาเชิงเทคนิคในแปลงปลูกแล้ว สยามคูโบต้าและกรมส่งเสริมการเกษตรยังมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง Agri-Influencer หรือเกษตรกรต้นแบบ เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปสู่ชุมชนรอบข้าง รวมถึงการขยายผลผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีทรงประสิทธิภาพในยุคนี้ เช่น TikTok การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการถ่ายทอดเทคนิคการปลูกมันสำปะหลังขยายร่องและการใช้ระบบดิจิทัล จะช่วยกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่รายอื่นๆ ทั่วประเทศ ให้เห็นว่าอาชีพเกษตรกรรมสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล
โครงการนี้ยังได้เชื่อมโยงไปสู่แผนการดำเนินงานเชิงรุกที่สำคัญอย่างโครงการ “โคราชแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยได้ปักหมุดเลือกจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย ให้เป็นโมเดลนำร่องในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตครั้งใหญ่ โครงการนี้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะผลักดันและเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในพื้นที่ให้ก้าวกระโดดจากเดิม 3 ตันต่อไร่ ขึ้นไปสู่เป้าหมายที่ 5 ตันต่อไร่ ซึ่งจะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการขยายผลความสำเร็จด้านเกษตรกรรมแม่นยำสูงไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป
ความสำเร็จของโครงการโคราชแซนด์บ็อกซ์และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายอาชีพและรายได้ที่มั่งคั่งให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญในการป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมไบโอเอทานอล ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก การยกระดับห่วงโซ่อุปทานนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก และเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และแข่งขันได้ในตลาดโลก ภายใต้แนวคิด ‘เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย’ โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคพืช รวมถึงผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง” — นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ (อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
เกณฑ์การแข่งขันรอบตัดสินและการยกระดับสมาร์ต ฟาร์มเมอร์
สำหรับการแข่งขัน “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ในรอบสุดท้ายนี้ ได้มีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้อย่างเข้มข้นรวมทั้งสิ้น 100 คะแนน เพื่อวัดทักษะและการเป็นเกษตรกรยุคใหม่อย่างรอบด้าน โดยคะแนนจะถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่
-
การถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกมันสำปะหลังขยายร่องสู่เกษตรกรในชุมชน (25 คะแนน)
-
การดูแลรักษาแปลงมันขยายร่องให้ปลอดภัยจากโรคใบด่างและสามารถสร้างผลผลิตสูง (20 คะแนน)
-
การเลือกใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้าอย่างมีประสิทธิภาพ (20 คะแนน)
-
การสื่อสารและถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในช่องทาง TikTok (20 คะแนน)
-
การบันทึกข้อมูลและกระบวนการปลูกรวมถึงการเก็บผลผลิตผ่านระบบ K-iField (15 คะแนน)
เกณฑ์การตัดสินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เวทีนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ปริมาณผลผลิตที่ได้จากปลายทางเท่านั้น แต่เป็นการให้ความสำคัญกับ “กระบวนการระหว่างทาง” และ “ความเป็นผู้นำ” ของเกษตรกร เกษตรกรที่ได้รับรางวัลจะต้องสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านโรคพืช การใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงมีทักษะในการสื่อสารเพื่อสร้างเครือข่ายความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมเกษตรกรรมในวงกว้างอย่างมีพลัง
ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง การสนับสนุนให้เกิดการผสานพลังระหว่างนวัตกรรมเครื่องจักรกลระดับโลกและระบบข้อมูลดิจิทัล จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการทำไร่มันสำปะหลัง พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้แก่คนรุ่นหลัง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมติดตามความเคลื่อนไหว ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทั้ง 30 คนสุดท้าย และอัปเดตองค์ความรู้ด้านโซลูชันการปลูกมันสำปะหลังตลอดระยะเวลาโครงการได้ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Siam Kubota และเฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร
#สยามคูโบต้า #กรมส่งเสริมการเกษตร #คูโบต้ามันขยายร่อง #DataDrivenFarming #สมาร์ตฟาร์มเมอร์ #เกษตรอัจฉริยะ #โคราชแซนด์บ็อกซ์ #มันสำปะหลัง

