กสทช. ทุบโต๊ะคุมราคามือถือ 210 บาท สั่งลุย 15 โปรเจกต์ยักษ์พัฒนาชาติ

กสทช. ทุบโต๊ะคุมราคามือถือ 210 บาท สั่งลุย 15 โปรเจกต์ยักษ์พัฒนาชาติ

การประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 9/2569 นี้ มีวาระที่น่าสนใจและส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของประชาชน รวมถึงการวางรากฐานนวัตกรรมของประเทศผ่านเม็ดเงินสนับสนุนมหาศาลจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ในที่ประชุมที่มีวาระค้างพิจารณาและวาระใหม่รวมกว่า 81 วาระ บอร์ด กสทช. ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องสิทธิผู้บริโภคด้วยการเห็นชอบร่างประกาศสำคัญที่จะเข้ามาปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าบริการโทรศัพท์มือถือครั้งใหญ่ เพื่อลดภาระค่าครองชีพในยุคที่การสื่อสารกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาอนุมัติโครงการนวัตกรรมต้นแบบที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน กทปส. ประเภทที่ 1 ประจำปี 2568 ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข การเกษตรอัจฉริยะ และความมั่นคงของชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องการให้เทคโนโลยีเข้าถึงทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้กล่าวถึงภาพรวมของการประชุมครั้งนี้ว่า กสทช. มีการประชุมวาระที่สำคัญ คือ วาระร่างประกาศฯ การกำหนดและกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อคำนึงประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ใช้บริการหรือประโยชน์สาธารณะ รวมถึงการพิจารณาโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน กทปส. เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง


ปฏิรูปค่าบริการมือถือ 210 บาท หมัดเด็ดคุ้มครองผู้บริโภคยุคประหยัด

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการที่ กสทช. เห็นชอบร่างประกาศเรื่องการกำหนดและกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่การกำหนดอัตราค่าบริการแบบเหมาจ่ายรายเดือนต้องไม่เกิน 210 บาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแพ็กเกจดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เป็นภาระทางการเงินจนเกินไป ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายทุกรายต้องปฏิบัติตามเพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดและสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการลดค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคม

รายละเอียดของแพ็กเกจ 210 บาทนี้ ไม่เพียงแต่ราคาที่ถูกลง แต่ยังมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมการใช้งานจริง โดยกำหนดสิทธิขั้นต่ำสำหรับบริการเสียงหรือการโทรไว้ที่ 70 นาที และที่สำคัญคือการให้อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่แบบใช้งานไม่จำกัด โดยให้ความเร็วสูงสุดสำหรับปริมาณข้อมูล 6 GB และจุดที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับเพิ่มความเร็วหลังจากใช้งานครบปริมาณที่กำหนด โดยจากเดิมที่มติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 20/2568 เคยกำหนดไว้ที่ 256 Kbps แต่ในร่างประกาศฉบับใหม่นี้ได้ปรับเพิ่มความเร็วต่อเนื่องเป็นไม่ต่ำกว่า 512 Kbps ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแอปพลิเคชันพื้นฐานและการทำธุรกรรมออนไลน์

ขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงาน กสทช. ได้รับมอบหมายให้นำร่างประกาศฉบับดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ประกอบการและภาคประชาชนได้เข้ามาให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นความโปร่งใสในการดำเนินงานที่ กสทช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคาดว่าหากประกาศนี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างก้าวกระโดด และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในทุกระดับชั้น


อัดฉีด 15 โครงการนวัตกรรม กทปส. ปั้นสมาร์ทไทยแลนด์ด้วยเทคโนโลยี 5G และ AI

ในด้านการส่งเสริมนวัตกรรม บอร์ด ได้อนุมัติโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน กทปส. ประเภทที่ 1 ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 15 โครงการ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายมิติ เช่น โครงการบูรณาการระบบเครือข่าย 5G เพื่อพยากรณ์เตือนภัยอุทกภัยในจังหวัดสุโขทัย โดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ที่ได้รับงบประมาณกว่า 5 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก หรือโครงการพัฒนาฝูงบินโดรนระบุตำแหน่งไฟป่าของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการเน้นหนักไปที่นวัตกรรมด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เช่น โครงการผสาน AI กับรังสีวิทยาสมองเพื่อวินิจฉัย MRI ทางไกล และโครงการพัฒนาระบบช่วยการได้ยินไร้สายด้วยเทคโนโลยี Auracast ของ สวทช. เพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงโครงการ “Digital Twin” สำหรับการกายภาพบำบัดทางไกลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล เป็นการลดความแออัดในโรงพยาบาลและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาด้วยข้อมูลดิจิทัลที่แม่นยำ

ขณะที่ภาคการเกษตรและความมั่นคงก็ได้รับความสำคัญไม่แพ้กัน โดยมีการอนุมัติโครงการแพลตฟอร์มแนะนำการปลูกข้าวอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ในอุตสาหกรรมคลังสินค้าขนาดใหญ่โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสาธารณสุขในพื้นที่แนวชายแดนและถิ่นทุรกันดาร โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้มีระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจนตั้งแต่ 365 ถึง 750 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน


จัดระเบียบใบอนุญาตทีวีและเน็ตรายใหม่ พร้อมคุมเข้มจริยธรรมผู้ประกอบการ

ในส่วนของวาระการอนุญาตประกอบกิจการ บอร์ด ได้มีมติอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ให้กับนิติบุคคลรายใหม่ 3 ราย ได้แก่ บริษัท ปา อินเตอร์เน็ต โซลูชั่น จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ พี คอมพิวเตอร์แอนด์เน็ตเวิร์ก และห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.ไอ.กิกะบิต เน็ตเวิร์ค เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดเพื่อสร้างการแข่งขันที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพบริการและราคาที่ผู้บริโภคจะได้รับในอนาคต โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการประกอบกิจการที่เข้มงวดเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ

สำหรับภาคกิจการโทรทัศน์ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้บริษัท ทีวีดี ลิงค์ จำกัด ได้รับใบอนุญาตช่องรายการ “TOP NEWS” ในรูปแบบโทรทัศน์ไม่ใช้คลื่นความถี่แบบบอกรับสมาชิกเป็นเวลา 1 ปี และให้ความสำคัญกับช่องรายการเพื่อการศึกษาโดยอนุญาตให้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินกิจการช่อง DLTV 1 – 15 ต่อเนื่องอีก 10 ปี พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขอเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเยาวชนไทยทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการปรับโฉมช่องรายการ True4K ของทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป เป็นชื่อใหม่ “Showtime” พร้อมขยายอายุใบอนุญาตออกไปอีก 10 ปี

อย่างไรก็ตาม กสทช. ยังคงความเข้มงวดในการตรวจสอบพฤติกรรมผู้รับใบอนุญาต โดยเฉพาะกรณีของบริษัท ไทยทีวี ดิจิตอล จำกัด ที่ขอรับใบอนุญาต 30 ช่องรายการ ซึ่งบอร์ดได้อนุมัติให้เพียง 28 ช่องรายการเป็นเวลา 5 ปี ส่วนอีก 2 ช่องคือ MVLAO และ TVB Thai ได้มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเนื่องจากมีประวัติการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หากในอนาคตพบว่ามีความผิดจริง ใบอนุญาตจะสิ้นผลทันทีหรือไม่เกินอายุเดิมที่เคยได้รับ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้ผู้ประกอบการละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


ล้างไพ่ผู้ประกอบการเบี้ยวค่าธรรมเนียม สั่งเพิกถอนและตามบี้เงินคืนกองทุน

ปิดท้ายด้วยมาตรการจัดการกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการเงิน โดยมีมติอนุญาตให้บริษัท ทีวีดี ลิงค์ จำกัด ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการ 4 ช่องรายการ ได้แก่ TVD2, TVD4, TVD8 และ TVD9 โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือบริษัทต้องดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและนำส่งเงินเข้ากองทุน กทปส. ให้ครบถ้วนจนถึงวันที่ยกเลิกกิจการภายใน 60 วัน ซึ่งถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเงินก่อนออกจากอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ

ที่เข้มงวดกว่านั้นคือกรณีการเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัท แม็กซ์มีเดีย ดิจิตอล วิชั่น จำกัด (ช่องเอกลักษณ์ไทย, Unity TV) และบริษัท ทักษภร มีเดีย จำกัด (ช่องบุญจันทร์ พรรณี, WISDOM TV) เนื่องจากไม่ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีตามรอบบัญชีที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยมติที่ประชุมให้มีการเพิกถอนทันทีนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และสั่งการให้สำนักงานฯ เร่งรัดติดตามบังคับชำระค่าธรรมเนียมและเงินนำส่งกองทุนที่ค้างชำระทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ

การจัดการกับผู้ประกอบการที่ค้างชำระค่าธรรมเนียมนี้ สะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยจะทำการบันทึกประวัติการกระทำความผิดดังกล่าวไว้ในระบบฐานข้อมูล ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาขอรับใบอนุญาตหรือการทำธุรกรรมอื่นๆในอนาคต ถือเป็นการทำความสะอาดอุตสาหกรรมกระจายเสียงและโทรทัศน์ให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง


#กสทช #ค่าเน็ตถูก #คุ้มครองผู้บริโภค #เทคโนโลยี5G #นวัตกรรมไทย #กทปส #ทีวีดิจิทัล #TheReporterAsia

Related Posts