ศรีจันทร์ ทุ่มดึง แบมแบม ต่อปี 2 บุกตลาด PDRN พืช 100% หวังโต 20%

ศรีจันทร์ ทุ่มดึง แบมแบม ต่อปี 2 บุกตลาด PDRN พืช 100% หวังโต 20%

เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องสำอางไทยอย่าง “ศรีจันทร์” (SRICHAND) ขยับตัวอีกครั้งภายใต้การนำของ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมความงามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดกับการเปิดตัวนวัตกรรม SRICHAND IN-SKIN Phyto Camellia PDRN ที่ลานพาร์ค พารากอน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่คือการประกาศชัยชนะในฐานะ T-Beauty Leader ที่พร้อมจะพาแบรนด์ไทยไปสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

โดย ศรีจันทร์ ชูจุดเด่นเรื่องนวัตกรรม “Vegan PDRN” จากดอกคามิลเลียที่ออกแบบมาเพื่อผิวคนไทยและสภาพอากาศเอเชียโดยเฉพาะ พร้อมเซอร์ไพรส์ใหญ่กับการสานต่อสัญญาพรีเซนเตอร์กับศิลปินระดับโลกอย่าง “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความอินเตอร์เนชั่นแนลและขยายฐานแฟนคลับทั่วภูมิภาค


กลยุทธ์ PDRN พืช 100% พลิกโฉมตลาดไวท์เทนนิ่ง 4 แสนล้าน

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสกินแคร์ในประเทศไทยปี 2568 ที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงเกือบ 400,000 ล้านบาท โดยเซกเมนต์ “ไวท์เทนนิ่ง” (Whitening) ถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดที่มีสัดส่วนถึง 45% ของตลาดรวม คุณรวิศมองเห็นโอกาสทองในเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging ที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงความขาว แต่ต้องการผิวที่ดูโฉบเฉี่ยว สุขภาพดี และมีความกระจ่างใสจากภายใน จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม Phyto Camellia PDRN Series ซึ่งแตกต่างจาก PDRN ทั่วไปในตลาดที่มักสกัดจากปลาแซลมอน แต่ศรีจันทร์เลือกใช้สารสกัด DNA จากดอกคามิลเลียผ่านเทคโนโลยี PuriNucle™ ซึ่งเป็นพืช 100% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย ลดโอกาสการแพ้ และกลุ่มที่นิยมสินค้าประเภท Vegan ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

การบุกตลาดครั้งนี้มาพร้อมกับไลน์ผลิตภัณฑ์ครบวงจร 4 ขั้นตอน ตั้งแต่เจลโฟมล้างหน้า, น้ำตบ, เซรั่มเข้มข้น และเจลครีมที่เป็นตัวชูโรง โดยทุกผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “T-SKIN” หรือผิวคนไทยที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ “โหดร้าย” ทั้งความร้อนจัด 40 องศาเซลเซียส ความชื้นสูง และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันจากการสลับไปมาระหว่างที่กลางแจ้งกับห้องแอร์ ศรีจันทร์จึงไม่ได้ขายเพียงสกินแคร์ แต่ขาย “High Performance Solutions” ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถกู้ผิวให้โกลว์ใสได้ภายใน 7 วัน แม้ในสภาพอากาศที่ท้าทายที่สุดของเมืองไทย

ทางด้านผลประกอบการในปี 2568 ศรีจันทร์ทำยอดขายได้ทะลุเป้ากว่า 2,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดสกินแคร์ที่เติบโตเพียง 3-4% ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านรางวัลระดับสากลมากมาย ทั้งแบรนด์ที่เติบโตสูงสุดในหมวดสกินแคร์ และการครองอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Moisturizer for Face จากการจัดอันดับของ NielsenIQ

และสำหรับปี 2569 นี้ คุณรวิศตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่ม SRICHAND IN-SKIN ไว้ที่ 20% โดยเป็นการตั้งเป้าอย่างระมัดระวังท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของนวัตกรรมที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

นั่นเป็นความฝันใหญ่มากที่เราจะทำ อยากเห็นแบรนด์คนไทยขายอยู่ที่ต่างประเทศเยอะๆ อยากเห็นคนพูดถึงแบรนด์คนไทยเยอะๆ อยากเห็นชาวต่างชาติใช้ของของเรา และอยากเห็นคนไทยเราเองสนับสนุนแบรนด์ไทยด้วยกันรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด


“แบมแบม เอฟเฟกต์” พลัง Soft Power ที่เปลี่ยนแบรนด์ไทยสู่ระดับสากล

การตัดสินใจต่อสัญญาพรีเซนเตอร์กับ “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” เป็นปีที่ 2 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจาก “Engagement” และ “Impact” ที่มหาศาลซึ่งพิสูจน์แล้วว่าแบมแบมคือ “คนสำคัญ” ของศรีจันทร์ คุณรวิศเปิดเผยว่าแบมแบมไม่ใช่เพียงพรีเซนเตอร์ที่ถือสินค้าแล้วถ่ายภาพ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่มีส่วนร่วมในการช่วย “ขายของ” อย่างจริงจังและมีความจริงใจสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ภาพการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันแบบสบายๆ จนกลายเป็นไวรัล หรือการออกงานอีเวนต์ที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อทั่วเอเชีย สิ่งเหล่านี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความเป็นสากล (International) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากพลังของตัวศิลปินแล้ว กลุ่มแฟนคลับหรือ “อากาเซ่” ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขาย โดยมีพฤติกรรมการซื้อที่น่าสนใจคือไม่เพียงซื้อใช้เอง แต่ยังซื้อเพื่อแจกจ่ายให้กับเพื่อนและครอบครัว เพื่อสนับสนุนศิลปินที่พวกเขารัก อิทธิพลของแบมแบมส่งผลครอบคลุมไปถึงความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเข้ามาทำงานที่บริษัทศรีจันทร์เพิ่มขึ้นด้วย การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ต้องการสะท้อนภาพ “ผิวไทยสู่เวทีสากล” โดยใช้ BamBam เป็นตัวกลางในการสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคทั่วภูมิภาคเอเชีย

สำหรับแผนการตลาดปี 2569 ศรีจันทร์จะเน้นความ “จริงใจ” และ “ความแปลกใหม่” เป็นหัวใจสำคัญ โดยคุณรวิศย้ำว่าลูกค้าในยุคปัจจุบันชอบความตรงไปตรงมา ไม่ต้องทำภาพลักษณ์ให้ดูเวอร์เกินจริง แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าทำได้จริงตามที่โฆษณาไว้ แบรนด์จะมีการปรับตัวตามเทรนด์คอนเทนต์ตลอดเวลา เช่น การทดลองทำ “ละครแนวตั้ง” หรือการเข้าไปอยู่ในทุกแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ เพื่อให้ศรีจันทร์ยังคงเป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่งและสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอยู่เสมอ ผ่านช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบ 360 องศา


รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วย “ครีมซอง” และการบริหารต้นทุนที่เฉียบคม

ท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้อที่ซบเซาลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 คุณรวิศยอมรับว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ “โหด” ในแง่ของจิตวิทยาผู้บริโภค (Sentiment) เมื่อคนรู้สึกกังวลเรื่องสถานการณ์โลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือภาวะเศรษฐกิจในประเทศ พวกเขาจะเริ่มชะลอการใช้จ่าย ศรีจันทร์ จึงใช้กลยุทธ์ “ครีมซอง” (Sachet) ในราคาเพียง 39 บาท เป็นหัวหอกสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคที่ต้องการประหยัด แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังเรื่องการซื้อของชิ้นใหญ่ แต่สกินแคร์เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวันเช้า-เย็น ดังนั้นการทำสินค้าขนาดเล็กราคาเข้าถึงง่ายจึงทำให้ยอดขายยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ในภาวะวิกฤต

ทางด้านต้นทุนการผลิต ศรีจันทร์ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ส่งผลต่อราคาพลาสติกที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ รวมถึงปัญหาการเดินเรือในระดับโลกที่อาจส่งผลต่อค่าขนส่ง (Freight) ที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แบรนด์ได้เตรียมแผนรับมือด้วยการสั่งซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่จำเป็นมาสต็อกล่วงหน้าในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนหรือราคาที่พุ่งสูงฉับพลัน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ศรีจันทร์ยังคงรักษาศักยภาพการทำกำไรและไม่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคในระยะสั้น

เป้าหมายสูงสุดของคุณรวิศไม่ใช่เพียงการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ที่อาจต้องเลื่อนแผนออกไปตามสภาพตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย แต่คือการสร้างแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจและชาวต่างชาติยอมรับ ปัจจุบันศรีจันทร์ได้ขยายตลาดไปยังญี่ปุ่น, ลาว, จีน และเวียดนามแล้ว และกำลังศึกษาตลาดตะวันออกกลางอย่างจริงจัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าหากแบรนด์สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในสภาพอากาศที่ “โหด” ของไทย สกินแคร์ไทยย่อมมีโอกาสชนะในตลาดโลกได้ไม่ยาก


AI Transformation: พลิกวิธีทำงานสู่ความรวดเร็วโดยไม่ทิ้งพนักงาน

ในฐานะผู้นำทางความคิดด้านเทคโนโลยี คุณรวิศได้นำ AI เข้ามาปฏิวัติกระบวนการทำงานภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้าไปรวบรวมและสรุปข้อมูลเทรนด์ความงามจากหลายร้อยเว็บไซต์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือเกาหลี ซึ่งจากเดิมต้องใช้พนักงานหลายคนและใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่ปัจจุบัน AI สามารถสรุปข้อมูลได้ภายในไม่กี่นาที การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดต้นทุนโครงสร้างขององค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม คุณรวิศยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีนโยบายเลย์ออฟ (Lay-off) พนักงาน” เพียงเพราะการเข้ามาของ AI แต่สิ่งสำคัญคือพนักงานต้องพัฒนาทักษะ (Upskill) ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้และทำสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ เช่น งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือความเข้าใจในอารมณ์มนุษย์ เขามองว่าช่วงเวลานี้เป็นทั้งโอกาสและความน่ากลัวที่มาพร้อมๆ กัน การปรับตัวให้ทันต่อเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะจบมาและพนักงานในปัจจุบันต้องเร่งรับมือ

บทความที่คุณรวิศเขียนลงเฟซบุ๊กโดยย้ำว่า “ไม่มี AI เขียนเลยสักตัวเดียว” ได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้ติดตาม สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่ AI ครองโลก มนุษย์ยังคงโหยหา “ความเป็นมนุษย์” และความจริงใจจากแบรนด์ นี่คือหลักการที่ศรีจันทร์ใช้ทั้งในการผลิตสินค้าและการบริหารคน เพื่อให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทิศทางหลังจากนี้ของศรีจันทร์ภายใต้ร่มเงาของ T-Beauty คือการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัย เข้ากับจริตความต้องการของคนไทย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งก่อนจะก้าวไปคว้าโอกาสใหม่ๆ ในตลาดโลกอย่างมั่นคง


#SrichandPDRNxBamBam #SRICHANDxBamBamGlowolution #SRICHANDCamelliaPDRN #ศรีจันทร์ผิวโกลว์ใสไม่สะดวกหมอง #SRICHANDxBamBam #SRICHANDINSKIN #ศรีจันทร์ #รวิศหาญอุตสาหะ #แบมแบม #TBeauty #Economy2026

Related Posts