ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงโดยง่าย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่กดดันราคาพลังงานและตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าในมุมมองของนักลงทุนระดับโลกกลับพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อตลาดหุ้นสำคัญหลายแห่งยังคงสามารถรักษาแรงบวกและเดินหน้าสร้างผลตอบแทนได้อย่างแข็งแกร่ง สภาวการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฝากความหวังไว้กับแรงขับเคลื่อนใหม่ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าปัจจัยระยะสั้น นั่นคือกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลายเป็นหัวใจหลักในการประคองเศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นี้ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามผ่านความผันผวนของต้นทุนพลังงานมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนล่าสุดโดย SCB CIO ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลกอย่าง BlackRock พบว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “เศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากัน” ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากภาวะช็อกด้านอุปทานและราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าทึ่งภายใต้แรงหนุนมหาศาลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนจีดีพีให้เติบโตได้แม้ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่ยังคงเน้นการดำเนินนโยบายแบบอิงข้อมูลเป็นหลักและมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านพลังงาน ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเลือกเฟ้นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงจริงๆ เท่านั้น
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ เอไอไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสการลงทุนชั่วคราว แต่ได้กลายเป็น “Mega Forces” หรือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในระยะยาวที่นักลงทุนควรมีไว้ในพอร์ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทาง SCB CIO แนะนำให้เน้นการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอไออย่างครบวงจร ตั้งแต่กลุ่มต้นน้ำอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงกลุ่มกลางน้ำและปลายน้ำที่มีการนำเอไอมาประยุกต์ใช้งานจริงเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้การกระจายการลงทุนไปยังอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการนำเอไอมาใช้ เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ รวมถึงการมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่ที่มีความโดดเด่นอย่างบราซิล หรือตลาดที่ได้รับการปฏิรูปธรรมาภิบาลอย่างญี่ปุ่น ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลและความยั่งยืนให้กับผลตอบแทนท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมโลกอยู่ โดยการคัดเลือกหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดมั่นคงจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงระอุ
ในการเจาะลึกภาพรวมเศรษฐกิจรายภูมิภาค นายศรชัย สุเนต์ตา , CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้ทัศนะว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการไหลเข้าของเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกายภาพที่รองรับระบบประมวลผลขนาดใหญ่ ในขณะที่ฝั่งยุโรปกลับมีความน่ากังวลมากกว่าจากการเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกในสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นจนกดดันจีดีพีและกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งความแตกต่างของพื้นฐานทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกนี้ จะส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่อาจมีความคลาดเคลื่อนกันในอนาคต และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับสถานะการลงทุนให้ทันต่อเหตุการณ์
ทางด้านภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจจากการได้รับอานิสงส์ของอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มขยับตัวขึ้นหลังจากติดอยู่ในภาวะเงินฝืดมาอย่างยาวนาน ประกอบกับการปฏิรูปบรรษัทภิบาลที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นญี่ปุ่นยังคงมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่อาจกดดันผลกำไรหากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สำหรับจีน แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดมาอย่างยาวนาน แต่ทว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงซบเซาและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลายอย่างเบ็ดเสร็จ ก็ยังคงเป็นปัจจัยถ่วงสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังคงต้องใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นจีนช่วงนี้
ปัจจัยเสี่ยงประการสำคัญที่มิอาจมองข้ามได้คือความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งการขาดดุลเรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ได้เริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนจนนำไปสู่การเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือ Term Premium ที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีความชันมากขึ้น สภาวะดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเงินทั่วโลกแล้ว ยังส่งผลต่อการประเมินมูลค่า (Valuation) ของสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง นอกจากนี้ กระแส AI Disruption แม้จะเป็นโอกาสมหาศาล แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจสร้างความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนระหว่างบริษัทที่ปรับตัวทันกับบริษัทที่พึ่งพาแรงงานสูงหรือกลุ่มซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ซึ่งอาจเผชิญกับภาวะคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตตามความต้องการใช้งานไม่ทัน
ผ่ากลยุทธ์จัดพอร์ต Core & Opportunistic พิชิตกำไรระยะยาว
เมื่อพิจารณาถึงกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ทรงตัวระดับสูงและดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ในระดับเพดาน SCB CIO แนะนำให้เน้นการสร้างรายได้จากดอกเบี้ยรับเป็นหลัก (Carry) โดยต้องเพิ่มความละเอียดรอบคอบในการคัดเลือกรายตราสารเนื่องจากคุณภาพความน่าเชื่อถือเริ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหรือเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในตราสารหนี้ของกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ที่กำลังถูกเอไอเข้ามาดิสรัปชัน รวมถึงกลุ่มตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ซึ่งเริ่มมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ซ้ำซ้อนและให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง การเน้นลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯ จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากกว่าในปัจจุบัน
ในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม กลยุทธ์แบบ “Active Selection” หรือการเลือกหุ้นเชิงรุกกลายเป็นหัวใจสำคัญยิ่งกว่าการมองหาหุ้นที่มีราคาถูกเพียงอย่างเดียว โดยคุณศรชัยได้เน้นย้ำถึงการมองหา “หุ้นคุณภาพสูง” (Quality Stocks) ที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาเพื่อส่งผ่านต้นทุนเงินเฟ้อไปยังผู้บริโภคได้ และมีกระแสเงินสดที่มั่นคงเพียงพอจะหล่อเลี้ยงธุรกิจในยามที่สภาพคล่องในตลาดตึงตัว นอกจากนี้ ธีมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาว เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Electro-Tech) และการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) รวมถึงกลุ่มวัตถุดิบต้นน้ำอย่างทองแดง ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าและดิจิทัลทั่วโลก ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มักมีแนวโน้มกำไรเติบโตดีและมีระดับราคา (Valuation) ที่ยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มบิ๊กเทค
สำหรับการจัดพอร์ตเสริมเพื่อหาโอกาสทำกำไรระยะสั้นหรือ Opportunistic Portfolio SCB CIO แนะนำให้เจาะจงไปที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำที่มีโมเมนตัมการเติบโตของกำไรเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามความต้องการของศูนย์ข้อมูลและระบบเอไอทั่วโลก ควบคู่ไปกับการกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่น่าสนใจอย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก รวมถึงตลาดบราซิลที่ได้รับผลดีจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และแนวโน้มการลดดอกเบี้ย สุดท้ายนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงคือ “ทองคำ” ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางกระแสการสะสมทองคำของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเงินสำรองระหว่างประเทศ
คำแนะนำในการลงทุนข้างต้นจัดทำโดย SCB CIOณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ซึ่งข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดที่ผันผวน ผู้ลงทุนควรตระหนักเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยง และควรศึกษาลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ตลอดจนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากกองทุนอาจไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777 หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยตรง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของคุณสามารถก้าวผ่านความท้าทายในไตรมาสที่ 2 นี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
#SCBCIO #ลงทุน #AI #หุ้นโลก #เศรษฐกิจ #ปัญญาประดิษฐ์ #การเงิน #BlackRock #พอร์ตลงทุน #ข่าวเศรษฐกิจ #ลงทุน2026

