ทรู โชว์ฟอร์มยักษ์ กำไร 5ไตรมาสรวด เตรียมปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น

ทรู โชว์ฟอร์มยักษ์ กำไร 5ไตรมาสรวด เตรียมปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น

ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีได้เป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่ยืนยันว่ากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนองค์กรสู่บริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำนั้นเดินมาถูกทาง แม้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงมีความผันผวนและแรงกดดันรอบด้าน แต่ทรูยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตของรายได้และผลกำไรได้อย่างน่าทึ่ง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวินัยและการยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้ก้าวไปอีกขั้น ภายใต้โครงการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัยหรือ Network Modernization ที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพของสัญญาณและความเสถียรของเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวและสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ในไตรมาสนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท พร้อมทั้งประกาศข่าวดีแก่ผู้ถือหุ้นด้วยมติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรวมมูลค่ากว่า 4.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 0.14 บาทต่อหุ้น ซึ่งการจ่ายปันผลในอัตราที่สูงถึง 73% นี้ เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณความเชื่อมั่นจากคณะกรรมการบริหารต่อความสามารถในการสร้างกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัทในอนาคต แสดงให้เห็นว่าทรูพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องและมั่นคง


เจาะลึกตัวเลข EBITDA พุ่งทะยาน 10.9% สะท้อนวินัยการเงินและการบริหารต้นทุน

การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของดัชนีชี้วัดทางการเงินในไตรมาสแรกของปี 2569 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของแผนการสร้างผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) ที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น โดยในส่วนของ EBITDA หรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย รายงานอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากการได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและลดภาระต้นทุนด้านโครงข่ายลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 68.3%

ในด้านของรายได้รวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท แม้จะมีการปรับลดลงเล็กน้อยที่ 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ในกลุ่มธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกหรือ PayTV และการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจหลักอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Online) ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยสามารถรักษาฐานรายได้ให้มีความมั่นคงผ่านการนำเสนอแพ็กเกจที่เน้นคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าเป็นหลัก แทนที่จะเน้นเพียงการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่รัดกุมคือการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ที่ลดลงถึง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการบริหารจัดการต้นทุนโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ รวมถึงการลดลงของต้นทุนด้านคอนเทนต์เมื่อไม่มีภาระค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์ EPL นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการโครงสร้างหนี้ โดยสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio) ลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า และลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลงได้ 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมาจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพและการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้


ทรู

ฐานลูกค้า 5G และเน็ตบ้านโตทุบสถิติ มุ่งยกระดับประสบการณ์ใช้งาน

ในเชิงปฏิบัติการ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเดินหน้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยในไตรมาส 1/2569 มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นถึง 614,000 เลขหมาย ทำให้มียอดผู้ใช้บริการรวมสะสมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการรักษาฐานลูกค้าเชิงรุกและการเข้าร่วมโครงการสำคัญของภาครัฐ เช่น โครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าวัยเรียนและวัยทำงานที่ต้องการการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศ

ทางด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านหรือออนไลน์ก็นับว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีการเติบโตของผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงสุดนับตั้งแต่มีการควบรวมกิจการเสร็จสิ้น หัวใจสำคัญของการเติบโตนี้คือความเสถียรของโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้ระยะเวลาที่ระบบเครือข่ายขัดข้อง (Network Downtime) ลดลงอย่างมาก และส่งผลโดยตรงให้คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งาน 5G ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 18.4 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมโครงข่ายไร้สายของไทย

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการทำงานคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าสู่การใช้งานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Self-service channels) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการในการจัดการธุรกรรมต่างๆ ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยลดปริมาณการติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานและนำทรัพยากรไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

กลยุทธ์การปรับปรุงโครงข่ายและการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อความยั่งยืน

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความเห็นที่สำคัญต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย” คำกล่าวนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าทรูไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ตัวกำไรแต่เพียงอย่างเดียว แต่มองลึกไปถึงการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานผ่านการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยและการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวสูง

นอกจากนี้ นายซิกเวยังได้ระบุเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนว่า “เรายังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง” ซึ่งเป็นการแสดงทัศนะที่ชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างความแตกต่างในคุณภาพบริการ

ในขณะที่ นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน ได้ให้ข้อมูลเสริมในเชิงลึกด้านการจัดการทรัพยากรว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีความท้าทายในบางส่วนของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ แต่ความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและการมีวินัยในการควบคุมค่าใช้จ่ายก็สามารถชดเชยและนำพาองค์กรไปสู่กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้สำเร็จ


ผสานพลัง AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล ปักหมุดสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายนกุล เซห์กัล ยังได้กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานและความเชื่อมั่นในการเติบโตในอนาคตว่า “ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน”

การรักษาระดับการลงทุนในสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของทรูในระยะถัดไป โดยบริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพ สำหรับในไตรมาส 1/2569 นี้ บริษัทได้ใช้งบประมาณด้านการลงทุน (CAPEX) ไปทั้งสิ้น 4.3 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 9% ของยอดขาย สะท้อนถึงการใช้เม็ดเงินลงทุนอย่างชาญฉลาดและตรงจุดเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนทางการเงินให้มีเสถียรภาพและลดภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างต่อเนื่องภายใต้แผนการบริหารจัดการหนี้ที่ยอดเยี่ยม

ในฐานะบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังได้วางรากฐานการเติบโตด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาผสานพลังในบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ด้านไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง ไปจนถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย การเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่เน้นความยั่งยืนและนวัตกรรมเช่นนี้เองที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทรูกลายเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและน่าจับตามองในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปในอนาคตอันใกล้

#TrueCorp #TRUE #กำไรไตรมาส1 #ปันผลทรู #เศรษฐกิจไทย #โทรคมนาคม #5G #หุ้นไทย #News

Related Posts