DIPROM กางแผนปั้นอุตสาหกรรมอนาคต ชูบิ๊กดาต้าโลจิสติกส์ลดต้นทุน

DIPROM กางแผนปั้นอุตสาหกรรมอนาคต ชูบิ๊กดาต้าโลจิสติกส์ลดต้นทุน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก เร่งเครื่องอัพสกิลแรงงานขั้นสูง รับมือคลื่นเทคโนโลยีดิสรัปชัน พร้อมจับมือกระทรวงคมนาคม กลาโหม และสาธารณสุข ดัน New S-Curve สู่มาตรฐาน “Made in Thailand Plus” มุ่งเป้าพลิกโฉมระบบขนส่งสินค้าขากลับแก้ปมต้นทุนพลังงาน

กางแผนอัพสกิลแรงงานขั้นสูง รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในสถานการณ์ที่โลกเทคโนโลยีมีการแข่งขันอย่างรุนแรง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แผนการดำเนินงานที่สำคัญคือการมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นกำลังพลสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเทคโนโลยีขั้นสูง

หัวใจสำคัญของการพัฒนาคนคือการสร้างมาตรฐาน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับเรื่องคุณวุฒิวิชาชีพเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่และกลุ่ม New S-Curve จำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับในระดับสากล ทางกรมจึงได้เข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะ หรืออัพสกิลให้แก่บุคลากรในหลากหลายสาขาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบหุ่นยนต์ (Robotics) ตลอดจนระบบอัตโนมัติ (Automation) ต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานไทยสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การพัฒนาในเชิงธุรกิจยังต้องควบคู่ไปกับการสำรวจความต้องการของตลาดและการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปขั้นพื้นฐาน ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio) อาหารขั้นสูง อาหารทางการแพทย์ หรืออาหารฟังก์ชัน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องดำเนินงานร่วมกับสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยดูแลและวางรากฐานด้านมาตรฐานเฉพาะทางตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้เป็นที่ยอมรับและแข่งขันได้ในตลาดโลก

ผนึกกำลังพันธมิตรรัฐ-เอกชน สร้างกลไกตลาดและมาตรฐานนวัตกรรมไทย

ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมขั้นสูง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภายนอก เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกทั้งยังมีศูนย์วิจัยวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เข้ามาช่วยวิเคราะห์และพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ โดยเฉพาะการนำผลผลิตจากภาคการเกษตรมาต่อยอดเป็นวัสดุอุตสาหกรรมและพลังงานทางเลือก เช่น การพัฒนาไบโอดีเซลและเอทานอลจากปาล์ม เพื่อตอบรับกับกระแสการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลและปิโตรเคมีไปสู่พลังงานชีวภาพที่มีความยั่งยืน

สำหรับการขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ดีพร้อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปีที่ผ่านมาและปีปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมชีวภาพ หุ่นยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ทว่าในปีนี้ได้มีการเพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เข้ามา คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอากาศยานไร้นักบิน เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ความมั่นคงของโลก ตลอดจนการเสนออนุมัติงบประมาณสำหรับอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความแข็งแกร่งเดิมของไทยในด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง

กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เกิดการแจ้งเกิดของอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ คือการเชื่อมโยงกับตลาดและกลไกการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและกองทัพ เพื่อผลิตเครื่องมือและยุทโธปกรณ์ตามมาตรฐานสากล ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยในการรับรองเครื่องมือแพทย์ และทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกระทรวงคมนาคมเพื่อพัฒนาชิ้นส่วนระบบราง การผลักดันนี้มุ่งหวังให้เกิดมาตรฐาน “Made in Thailand Plus” ที่เหนือกว่าเกณฑ์ทั่วไป โดยเน้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นต้องใช้ตัวเนื้อหาโลคัลคอนเทนต์ ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทยอย่างแท้จริง

พลิกโฉมระบบโลจิสติกส์ แก้ปม “เที่ยวเปล่า” ลดต้นทุนหนุนศักยภาพเอสเอ็มอี

เมื่อวิเคราะห์ถึงความน่ากังวลของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ อย่างในกรณีของอุตสาหกรรมอาหาร แม้ต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรจะไม่สูงมาก แต่กลับต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่แพง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระบวนการผลิต (Process) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยส่งเสริมให้โรงงานตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบเพื่อลดระยะทาง และนำนวัตกรรมรวมถึงความคิดสร้างสรรค์มาใส่ในตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างส่วนต่างกำไรให้มากขึ้น

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูง ดีพร้อมได้เลือกชู “ระบบโลจิสติกส์” และ “การตลาดดิจิทัล” เป็นเครื่องมือเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในด้านการตลาดได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยทำสตอรี่เทลลิ่ง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ส่วนในด้านโลจิสติกส์ กรมได้วางนโยบายแก้ปัญหาการเดินรถเที่ยวเปล่า โดยส่งเสริมการบริหารจัดการให้รถขนส่งมีสินค้าทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งสามารถบูรณาการข้ามอุตสาหกรรมได้ เช่น การนำสินค้าเกษตรหรือสินค้าเอสเอ็มอีกลับมาพร้อมกับรถขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ต่ำที่สุด

เพื่อให้การจัดการซัพพลายเชนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ในลักษณะพี่ช่วยน้อง รวมถึงหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขับเคลื่อนโลจิสติกส์ภาคการเกษตร โดยดีพร้อมทำหน้าที่เป็นแม่แบบในการนำระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะมาใช้คำนวณเส้นทางขนส่งที่ประหยัดที่สุด พัฒนาคลังสินค้าแนวตั้งและคลังสินค้าอัตโนมัติ ตลอดจนการวางระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ เพื่อจัดการกับสินค้าที่ถูกตีกลับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียในวงจรธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

“ในขาของกลุ่ม S-Curve ต่าง ๆ กรมฯได้ตอบ โจทย์ในการที่จะพัฒนาทั้ง กลุ่มที่เป็นคน ซึ่งการมีคนเหล่านี้ เขาต้องมีมาตรฐานก่อน ซึ่งมาตรฐานของการดูแลเรื่องของ คุณวุฒิวิชาชีพ เป็นเรื่องสำคัญ” นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

วิเคราะห์ผลกระทบและการก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย

การปรับตัวของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้แก่ผู้ประกอบการไทยท่ามกลางมรสุมการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

ก้าวต่อไปที่ต้องจับตามองคือ การลงลึกในรายละเอียดของมาตรการ “Made in Thailand Plus” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการบังคับทิศทางให้เม็ดเงินจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไหลเวียนอยู่ภายในประเทศอย่างแท้จริง การบีบให้เกิดการใช้วัตถุดิบและการจ้างงานภายในประเทศ จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายย่อยเกิดการตื่นตัวในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานสากล

สุดท้ายนี้ การแก้โจทย์ใหญ่ด้านต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านโมเดลการลดรถเที่ยวเปล่า และการนำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์เข้ามาบริหารจัดการคลังสินค้า จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีในยุคที่ต้นทุนพลังงานผันผวน ความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงขึ้นอยู่กับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนรายใหญ่ และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

#DIPROM #ดีพร้อม, #SMEs, #NewSCurve, #MadeInThailandPlus, #โลจิสติกส์, #RebuildSMEs

Related Posts