ETDA ปั้น Digital ID 2.0 ดันไทยสู่มาตรฐานโลก ยกระดับความเชื่อมั่น

ETDA ปั้น Digital ID 2.0 ดันไทยสู่มาตรฐานโลก ยกระดับความเชื่อมั่น

เมื่อ ‘ความเชื่อมั่นดิจิทัล’ กลายเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานยุคใหม่ที่ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต ETDA จึงเร่งเครื่องปรับโฉมโครงสร้างพื้นฐานไทยสู่ ‘Digital ID 2.0’ เพื่อทลายทุกข้อจำกัด สู่รัฐบาลดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจที่ปลอดภัยไร้รอยต่อในระดับสากล

ก้าวสำคัญของไทยในงาน Digital Trust Thailand 2026

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สร้างหมุดหมายครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการจัดงานประชุมนานาชาติ “Digital Trust Thailand 2026 – ดิจิทัลไทย มาตรฐานโลก” ณ โรงแรม Grande Centre Point Prestige Bangkok งานครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่ระดมสมองผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการ Trust Service และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 300 คน เพื่อร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust Ecosystem) ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนความตื่นตัวของทุกภาคส่วนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในมิติด้านนโยบาย การพัฒนาเทคโนโลยี และการนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจและภาครัฐ ไฮไลท์สำคัญของงานยังรวมถึงการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กว่า 17 เซสชัน ซึ่งมีองค์กรชั้นนำระดับสากล เช่น World Bank และ FIDO Alliance เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสามารถเผชิญหน้ากับความเสี่ยงใหม่ๆ ยุคไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้แก่คนรุ่นใหม่จากกิจกรรม ETDA Boot Camp 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ช่วยบ่มเพาะนักพัฒนาในการสร้างสรรค์โซลูชันด้าน Digital ID, Verifiable Credential และ Digital Document Wallet นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นผลงานต้นแบบ แต่จะถูกนำไปต่อยอดให้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในอนาคต เพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ และช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

นโยบาย National Trust Services และแนวคิด ONE ID

รัฐบาลไทยภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีทิศทางที่ชัดเจนและแน่วแน่ในการยกระดับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็น “National Trust Services” โดยดำเนินงานภายใต้กรอบการพัฒนา Digital ID Framework ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2568–2570) ที่เน้นการขยายผลจากการวางรากฐานในอดีต ไปสู่การเปิดรับและใช้งานจริงในวงกว้างครอบคลุมทุกภาคส่วน การยกระดับนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมุ่งผลักดันแนวคิด “ONE ID” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลรายบุคคลจากฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานราชการเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว แนวคิดนี้จะช่วยให้การดูแลและการกระจายบริการของภาครัฐไปสู่ประชาชนทำได้อย่างตรงจุด ทั่วถึง และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิรูประบบราชการไทยให้มีความทันสมัย ทลายข้อจำกัดเรื่องการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เคยเป็นอุปสรรคในอดีต

เป้าหมายสูงสุดของการสร้างระบบ ONE ID คือการสร้างบริการภาครัฐที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง ผ่านระบบการเข้าสู่ระบบแบบครั้งเดียวหรือ Single Sign-On ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดภาระการใช้เอกสารกระดาษอย่างมหาศาล ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของประชาชนในการเดินทางไปติดต่อราชการ และเปลี่ยนประสบการณ์การรับบริการจากรัฐให้มีความสะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “งาน Digital Trust Thailand 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความพร้อมของประเทศไทย ในการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้าง ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล หรือ Digital Trust ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากระบบไฟฟ้าหรือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไร้รอยต่อ”

ETDA Digital ID

สถิติความสำเร็จและการก้าวสู่ Digital ID 2.0

ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าเชิงประจักษ์ในการเชื่อมต่อระบบ Digital ID เข้ากับบริการ e-Service ของภาคภาครัฐแล้วมากกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมธุรกรรมสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การยื่นภาษีออนไลน์ การย้ายทะเบียนบ้านดิจิทัล และการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐสร้างขึ้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานและวิถีชีวิตที่หลากหลายของประชาชนได้อย่างแท้จริง

จากข้อมูลล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยมียอดบัญชีผู้ใช้งานสะสมผ่านแพลตฟอร์มหลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Thai ID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID รวมกันมากกว่า 162.63 ล้านบัญชี ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันถึงความพร้อมและอัตราการยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Adoption Rate) ของภาคประชาชนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลในขั้นที่เหนือกว่า

เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ETDA จึงเร่งผลักดันแผนการยกระดับสู่ “Digital ID 2.0” เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการให้ครอบคลุมกลุ่มนิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบางอย่างเท่าเทียม สำหรับภาคธุรกิจ จะมีการส่งเสริมแพลตฟอร์มการลงนามเอกสารบูรณาการหรือ Integrated Document Signing Platform (IDSP) เพื่อรองรับการจัดทำ e-Contract และการลงนามแทนภาคนิติบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยี Verifiable Credential และ Digital Document Wallet เพื่อให้ประชาชนควบคุมและเลือกเปิดเผยข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นได้อย่างปลอดภัย

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ได้เน้นย้ำทิศทางในเวทีเสวนาว่า Roadmap การพัฒนา Digital ID 2.0 จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับบริการดิจิทัลของไทยให้สะดวก ปลอดภัย เชื่อมโยงกันได้ รองรับการใช้งานจริงของประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐในอนาคต

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงระดับโลก

การขับเคลื่อน Digital Trust Ecosystem และ Digital ID 2.0 ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะการลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ผ่านการเปลี่ยนผ่านเอกสารสู่รูปแบบดิจิทัลและการใช้ e-Signature ความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นจะช่วยกระตุ้นมูลค่าธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่มองหาคู่ค้าที่มีระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐาน

ในมิติระดับภูมิภาค เทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่ที่ถูกหยิบยกมาหารือในงาน ทั้งระบบ Passkeys, Decentralized Ecosystem, การผสาน AI เข้ากับระบบความเชื่อมั่น ตลอดจนวิทยาการรหัสลับยุคหลังควอนตัม จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันความเสี่ยงและภัยคุกคามไซเบอร์ขั้นสูงให้กับโครงสร้างพื้นฐานไทย อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเชื่อมโยงระบบ Digital ID ของไทยไปสู่ระบบอัตลักษณ์ดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อรองรับการค้าและการทำธุรกรรมในระดับอาเซียนและเวทีโลกในอนาคตอันใกล้

บทสรุปและก้าวต่อไปจากนี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการนำมาตรฐานและเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้งานจริง ข้อมูลและสถิติการเติบโตของ e-Signature รวมถึงทิศทางนโยบายที่ชัดเจนจาก ETDA จะเป็นเข็มทิศสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของการวางรากฐานความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดได้ที่เพจ ETDA Thailand

#DigitalTrustThailand2026 #DigitalID #ETDA #เศรษฐกิจดิจิทัล #ONEID #eSignature #ความปลอดภัยไซเบอร์

Related Posts