การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญบนสมรภูมิเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมปูทางขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ก้าวสำคัญสู่ศูนย์กลางดิจิทัลภูมิภาค
บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด หรือ ทรู ไอดีซี (True IDC) ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ในประเทศไทยภายใต้กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ประกาศความเคลื่อนไหวทางธุรกิจครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ทางบริษัทได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มต้นก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 7 ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ การลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่าเม็ดเงินมหาศาลมากกว่า 6 พันล้านบาท เพื่อส่งมอบบริการดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานสูงสำหรับรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์
การตัดสินใจขยายเม็ดเงินลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและระดับสากล ทาง ทรู ไอดีซี เล็งเห็นว่าระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเศรษฐกิจ AI ได้อย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาโครงการนี้จึงถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับและทลายขีดจำกัดเดิมของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย
สำหรับกำหนดการเปิดให้บริการของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งใหม่นี้ ทางบริษัทได้มีการวางกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายที่จะเสร็จสิ้นกระบวนการก่อสร้างและพร้อมเปิดให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 การเปิดตัวตามกำหนดการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงและโครงข่ายการเชื่อมต่อที่ทันสมัยได้ทันท่วงที
เจาะลึกโครงสร้างพื้นฐานระดับ AI Hyperscale
ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 7 ของ ทรู ไอดีซี ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน จุดเด่นประการแรกคือการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโครงข่ายอัจฉริยะที่เชื่อมต่อศูนย์กลางโครงข่ายขนาดใหญ่ที่สุดในไทย หรือ Largest Core Network Hub ทำให้สามารถรองรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดไฮเปอร์สเกลและส่งผ่านแลกเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างเรียลไทม์
ในด้านงานวิศวกรรมและการสถาปัตยกรรม ตัวอาคารและระบบสนับสนุนทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคแบบโมดูลาร์สำหรับอาคารสูงที่เน้นความแม่นยำ โครงสร้างภายในได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูง (High-Density Processing) ของชิป CPU และ GPU นอกจากนี้ยังมีระบบระบายความร้อนที่ยืดหยุ่น ทั้งในรูปแบบลมเย็น (Air Cooling) และแบบของเหลว (Liquid Cooling) ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการจำเพาะของผู้ใช้บริการ
สำหรับการเลือกทำเลที่ตั้งในโซนเหนือของกรุงเทพมหานคร ถือเป็นความตั้งใจในการสร้างความหลากหลายของที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Multi-Location) พื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องและอยู่ใกล้ศูนย์กลางเมือง ทำเลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้กลุ่มบิ๊กเทคระดับโลกและองค์กรในไทยสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูงจากภัยธรรมชาติ ช่วยการันตีความต่อเนื่องในดำเนินธุรกิจ

วิสัยทัศน์ผู้บริหารและทิศทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การลงทุนครั้งใหญ่นี้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างเด่นชัด จากข้อมูลของสถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง IDC มีการระบุว่าการลงทุนในด้านเทคโนโลยี AI และ Generative AI ในภูมิภาคนี้จะเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งสูงไปถึงระดับ 11 ล้านล้านบาทในปี 2572 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึงร้อยละ 38.4 ต่อปี
“ปัจจุบัน Cloud และ AI เป็นกลไกและเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ความท้าทายสำคัญของธุรกิจในปัจจุบันคือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับ AI Hyperscale ที่สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป้าหมายของเราคือการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลกเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โครงการแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีศักยภาพการประมวลผลสูง มีศูนย์กลางโครงข่ายการเชื่อมต่อขนาดใหญ่ อยู่ในย่านเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรไทยและองค์กรต่างชาติสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารากฐานที่แข็งแกร่งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน” – นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ True IDC
วิสัยทัศน์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีโครงสร้างพื้นฐานระดับสากลเพื่อรองรับภาระงานประมวลผลที่ซับซ้อน การมีระบบดาต้าเซ็นเตอร์ประสิทธิภาพสูงภายในประเทศจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และเสริมความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล
มาตรฐานระดับโลกควบคู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากความล้ำสมัยในด้านประสิทธิภาพการประมวลผลแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการทำงานระดับสากล การดำเนินงานของศูนย์แห่งนี้จะอยู่ภายใต้การรับรองมาตรฐานของสถาบัน Uptime Institute ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีระบบการรักษาความปลอดภัยแบบแบ่งโซนอย่างเข้มงวดและการกำกับดูแลจัดการด้านข้อมูลตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
ในขณะเดียวกัน ทรู ไอดีซีได้นำแนวคิดเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการพลังงาน โครงการนี้จะบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO 14001 และมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 มุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ทางโครงการยังได้มีการตั้งเป้าหมายและกำหนดค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือค่า Power Usage Effectiveness (PUE) ให้อยู่ในระดับที่ดีที่สุด การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่ล้ำสมัยเข้ากับการบริหารจัดการพลังงานสีเขียว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตรระดับโลก ว่าการเลือกใช้บริการที่นี่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
#TrueIDC, #DataCenter, #Cloud, #ArtificialIntelligence, #DigitalInfrastructure, #TechInvestment

