กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBFM) ประเมินค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบตามทิศทางดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวลดลง
ส่องสถานการณ์เงินบาทและดัชนีดอลลาร์สหรัฐ
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBFM) ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาทประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยประเมินว่าค่าเงินบาทในวันนี้จะมีทิศทางการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.20 ถึง 33.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังคงมีลักษณะเป็นแบบสลับทิศทางในกรอบแคบหรือเคลื่อนไหวในลักษณะทางข้าง (Sideways) ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการแกว่งตัวของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดโลกที่ยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อนทิศทางอย่างชัดเจน
ภาวะตลาดการเงินในภาพรวมแสดงให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดยังคงเลือกที่จะชะลอการลงทุนเพื่อรอคอยปัจจัยบ่งชี้ที่แน่นอน ทำให้ปริมาณการซื้อขายและแรงผลักดันต่อค่าเงินบาทไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก ส่งผลให้กรอบการแกว่งตัวของค่าเงินในประเทศยังคงรักษาระดับตามการเคลื่อนไหวของสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสำคัญ การรายงานดัชนีและทิศทางค่าเงินจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการซื้อขายที่เป็นไปอย่างระมัดระวังในตลาดการเงินภูมิภาค
ทางด้านปัจจัยหนุนที่ทำให้ตลาดเงินยังคงรักษากรอบการเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้น มาจากกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายทางการเงินของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยทิศทางสกุลเงินบาทสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวทางข้างของเงินบาทจึงเป็นเครื่องสะท้อนว่าปัจจัยทั้งด้านบวกและด้านลบจากต่างประเทศกำลังอยู่ในภาวะที่ถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างสมดุลในเวลานี้
สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวเกินคาด
ปัจจัยสำคัญที่กดดันดอลลาร์สหรัฐและส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังค่าเงินบาทคือการรายงานดัชนีภาคการผลิตในฝั่งสหรัฐฯ โดยดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53.3 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าย่ำแย่และต่ำกว่าระดับที่ตลาดการเงินรวมถึงนักวิเคราะห์ได้ประเมินและคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ การลดลงของดัชนีภาคการผลิตนี้สะต้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมหลักของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีสัญญาณของการชะลอความร้อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงแล้ว ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน โดยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจากสถาบัน ADP (ADP Private Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 98,000 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งตัวเลขการจ้างงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระดับนี้ ถือว่าเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ของตลาดอย่างมาก และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยตอกย้ำว่าภาวะการจ้างงานในภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงหลังจากที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า
การที่ทั้งดัชนีภาคการผลิตและการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงกดดันสกัดการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยสามารถรักษาเสถียรภาพการเคลื่อนไหวในกรอบที่ประเมินไว้ได้โดยไม่เกิดการอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง
มุมมองนโยบายการเงินและความเสี่ยงเงินเฟ้อจากเฟด
ในส่วนของทิศทางนโยบายทางการเงินและมุมมองต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ล่าสุด โดยระบุว่า “ความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา” คำกล่าวของประธานเฟดในครั้งนี้สร้างความสนใจให้กับตลาดการเงินเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลง
ถ้อยแถลงดังกล่าวของนายเควิน วอร์ช สะท้อนให้เห็นว่าผู้ดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เริ่มมีความเบาใจต่อสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่เคยเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก เมื่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีทิศทางลดลงตามที่ประธานเฟดระบุ ตลาดจึงเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในระดับที่ตึงตัวนานเกินไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ในระยะสั้น
การแสดงทัศนะของประธานเฟดเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ลดลงนี้ สอดรับกับข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดเงินปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมการลงทุน โดยหันมาประเมินกรอบดอลลาร์สหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนออกมาในรูปของการเคลื่อนไหวที่จำกัดของค่าเงินบาทไทยตามรายงานของกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์
ความคืบหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์และการขนส่งพลังงานโลก
นอกจากปัจจัยทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว สถานการณ์ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญว่า การเจรจาทางอ้อมร่วมกับประเทศอิหร่านมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น ท่าทีและถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ช่วยลดทอนความตึงเครียดในเวทีการเมืองระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น
ความคืบหน้าของการเจรจาดังกล่าวยังส่งผลดีโดยตรงต่อภาคการขนส่งและการค้าพลังงานระดับโลก โดยมีการรายงานข้อมูลว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว การเพิ่มขึ้นของระดับการขนส่งน้ำมันสะท้อนให้เห็นถึงความลื่นไหลในห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่กลับมาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงและการขนส่งพลังงานที่เพิ่มขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาอุปทานพลังงานขาดแคลนหรือราคาน้ำมันดิบที่จะพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานทั่วโลกลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อในภาพรวมลดลงตามไปด้วย และเป็นองค์ประกอบร่วมที่ทำให้ตลาดเงินโลกเกิดความสมดุลจนส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways ในท้ายที่สุด
#ค่าเงินบาท #SCBFM #เศรษฐกิจสหรัฐ #เฟด #เงินเฟ้อ #โดนัลด์ทรัมป์ #ตลาดการเงิน #TheReporterAsia

