ไปรษณีย์ไทย ผนึกบิ๊กพาร์ตเนอร์ ขยายจุดบริการส่งด่วนครอบคลุมทั่วประเทศ

ไปรษณีย์ไทย ผนึกบิ๊กพาร์ตเนอร์ ขยายจุดบริการส่งด่วนครอบคลุมทั่วประเทศ

ไปรษณีย์ไทย เร่งเครื่องปรับโมเดลธุรกิจสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์เต็มตัว จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ค้าปลีก การเงิน และสาธารณูปโภค พลิกโฉมเครือข่ายเพื่อนพี่ไปรฯ ผ่านกลยุทธ์ แชริ่ง อีโคโนมี ปักหมุดขยายจุดให้บริการส่งด่วน EMS Point พุ่งเป้าสู่ 5,000 จุดทั่วประเทศ หวังยกระดับโลจิสติกส์ชุมชนและหนุนการเติบโตผู้ประกอบการยุคดิจิทัล

พลิกโฉมโลจิสติกส์ยุคใหม่ด้วยกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานความเร็วสูง

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันทำให้โครงสร้างธุรกิจจัดส่งพัสดุต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ประกาศขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญด้วยการเดินหน้ายกระดับ “เครือข่ายเพื่อนพี่ไปรฯ” ผ่านการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหญ่ในกลุ่มค้าปลีก บริการทางการเงิน และสาธารณูปโภคทั่วประเทศ การดำเนินงานในครั้งนี้ถือเป็นการปักธงภายใต้แนวคิด “Speed Infrastructure” เพื่อสร้างโครงข่ายระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายที่สุด

โมเดลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดจากการลงทุนเปิดสาขาแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ต้นทุนสูง ไปสู่การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่พร้อมเปลี่ยนผ่านไปรษณีย์ไทยสู่การเป็น Lifestyle Brand อย่างเต็มตัว การร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในชีวิตประจำวันจะช่วยให้การรับฝากพัสดุกลายเป็นเรื่องที่กลมกลืนไปกับวิถีชีวิตปกติ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปซื้อของชำ การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยในศูนย์การค้าใกล้บ้าน

ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในสโลแกน “ส่งง่าย ส่งได้ทุกที่” เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ระดับชาติที่จับต้องได้จริง การเชื่อมโยงเครือข่ายดิจิทัลและออฟไลน์เข้าด้วยกันในครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและภาคธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดส่งสินค้า นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคผ่านระบบขนส่งที่มีความเสถียรและครอบคลุมสูงสุด

ปูพรมห้าพันจุดบริการดึงบิ๊กพาร์ตเนอร์สร้างทางเลือกใกล้บ้าน

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการขยายเครือข่ายในครั้งนี้คือการตั้งเป้าหมายเพิ่มจุดให้บริการ “EMS Point” ให้ทะลุสู่จำนวน 5,000 จุดทั่วประเทศภายในปี 2569 โดยปัจจุบันจุดให้บริการดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 80 ได้เปิดให้บริการร่วมกับกลุ่มพันธมิตรค้าปลีกและการเงินรายใหญ่เรียบร้อยแล้ว รายชื่อของพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วยกลุ่มทุนชั้นนำอย่าง Lotus’s (โลตัส), CJ (ซีเจ), Big C (บิ๊กซี), Tops (ท็อปส์), NT, Jiffy (จิ๊ฟฟี่) และศรีสวัสดิ์ ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่มีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น

การเลือกพันธมิตรที่มีศักยภาพสูงและมีสาขากระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยึดพื้นที่และสร้างความได้เปรียบในแง่ของปริมาณการเข้าใช้บริการหรือทราฟฟิก ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เปิดเผยว่า “ไปรษณีย์ไทยจับมือกับกลุ่มธุรกิจที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ บริการทางการเงิน เครือข่ายบริการสาธารณูปโภค เพื่อขยายจุดให้บริการ EMS เพิ่มขึ้น

โดยในปัจจุบัน EMS Point กว่า 80% เปิดให้บริการลูกค้าในจุดของเครือข่ายพันธมิตร อาทิ Lotus’s, CJ, Big C, Tops, NT, Jiffy และศรีสวัสดิ์ ซึ่งถือเป็นการปรับโมเดลโครงข่ายจากการลงทุนเปิดสาขาแบบเดิมสู่การร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มความครอบคลุม ความสะดวก และยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการในทุกมิติ ซึ่งล่าสุดในปี 2569 จะขยายจุด EMS Point เพิ่มเป็น 5,000 จุด โดยไปรษณีย์ไทยคาดว่า จากการขยายเครือข่ายและการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ จะส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการส่งด่วน EMS จากจุดบริการ EMS Point เติบโตอย่างต่อเนื่องในเชิงรายได้ 23.79% เชิงปริมาณ 27.02% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน”

จากตัวเลขการเติบโตที่คาดการณ์ไว้สะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดส่งด่วนได้อย่างมีนัยสำคัญ การขยายสาขาผ่านจุดเชื่อมต่อเหล่านี้ทำให้กระบวนการส่งของกลายเป็นเรื่องง่ายที่ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป และสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ขายสินค้าออนไลน์ว่าพัสดุจะถูกจัดส่งเข้าสู่ระบบขนส่งหลักของประเทศได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด

ไปรษณีย์ไทย

เสริมแกร่งผู้ประกอบการและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชน

นอกเหนือจากการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการปลายทางแล้ว โมเดลพันธมิตรของเครือข่ายเพื่อนพี่ไปรฯ ยังถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อยอีกด้วย การที่มีจุดรับฝากพัสดุใกล้บ้านจำนวนมากช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปต่อคิวที่ทำการไปรษณีย์หลัก ส่งผลให้มีเวลาไปมุ่งเน้นกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในมุมของพันธมิตรผู้ร่วมเปิดจุดบริการ “EMS Point” รูปแบบธุรกิจนี้ยังถือเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตทางรายได้อย่างยั่งยืนโดยไม่มีความเสี่ยงด้านการลงทุน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ได้กล่าวถึงประโยชน์ในส่วนนี้ว่า “ไปรษณีย์ไทยยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายเพื่อนพี่ไปรฯ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพของโมเดลพันธมิตรที่ช่วยให้สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระผู้ประกอบการในหลายด้าน สามารถบริหารเวลาได้มีประสิทธิภาพและนำเวลาไปโฟกัสกับการขายหรือพัฒนาสินค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงจุดให้บริการได้ง่ายและมีความยืดหยุ่นสูง ยังช่วยเพิ่มความถี่ในการจัดส่งสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบสนองคำสั่งซื้อได้รวดเร็วขึ้น และมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการปิดการขายได้ในระยะเวลาที่สั้นลง ในขณะเดียวกันเจ้าของจุด EMS Point ก็ได้รับ รายได้จากค่าตอบแทนในอัตราสูงสุด 40 บาทต่อชิ้น เป็นการสร้างรายได้เสริมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเปิดจุดให้บริการ เนื่องจากไปรษณีย์ไทยจะสนับสนุนในเรื่องของระบบรับฝาก การเข้ารับสิ่งของที่ลูกค้าฝากส่ง ณ จุดให้บริการ อุปกรณ์การให้บริการ และสื่อประชาสัมพันธ์ จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนในการเปิดจุดให้บริการอีกด้วย”

การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบจากไปรษณีย์ไทย ทั้งในด้านการวางระบบซอฟต์แวร์รับฝาก อุปกรณ์การทำงาน และเจ้าหน้าที่เข้ารับพัสดุถึงที่ ทำให้ร้านค้าพันธมิตรรายย่อยสามารถเริ่มต้นธุรกิจเสริมได้อย่างทันที ถือเป็นการลดกำแพงด้านต้นทุนและสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เป็นมิตร ระบบนี้ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างในร้านค้าปลีกหรือเคาน์เตอร์บริการให้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่มั่นคง และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนภายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ชูโมเดลสินทรัพย์เบาขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบ่งปันเต็มรูปแบบ

หากพิจารณาในภาพรวมของโครงข่ายขนส่งปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยมีจุดให้บริการรวมกันทุกรูปแบบ ทั้ง EMS Point, Post Service, ร้านไปรษณีย์ไทย และที่ทำการไปรษณีย์ รวมแล้วมากกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศไทย การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการเลือกใช้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-light หรือการบริหารจัดการโดยเน้นการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแทนการสร้างขึ้นใหม่ กลยุทธ์นี้ช่วยให้องค์กรสามารถขยายศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

โมเดลดังกล่าวสะท้อนถึงการนำแนวคิด Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันมาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ โดยการเปิดโอกาสให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์โดยตรง สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งของไปรษณีย์ไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของตนเองได้ ร้านค้าปลีกและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับผลประโยชน์จากการที่มีจำนวนผู้ใช้บริการหมุนเวียนเข้ามาในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการขายสินค้าและบริการอื่นๆ ควบคู่กันไป

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ได้กล่าวสรุปถึงวิสัยทัศน์ในโมเดลธุรกิจนี้เพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันโครงข่าย EMS Point Post Service ร้านไปรษณีย์ไทย และ ที่ทำการไปรษณีย์ มีจำนวนรวมกันกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งการขยายเครือข่ายการให้บริการด้านโลจิสติกส์ผ่านพันธมิตรที่มีจุดให้บริการที่ตั้งครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่อย่างกว้างขวาง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของไปรษณีย์ไทยในการเข้าถึงผู้ใช้บริการในทุก Touch Point และตอกย้ำการเป็น Lifestyle Brand ที่เข้าใจทุกวิถีชีวิตและความต้องการของผู้บริโภค

ในเชิงโมเดลธุรกิจ การขยายเครือข่ายผ่านพันธมิตรยังสะท้อนโมเดล Asset-light ที่ทำให้การบริหารทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยังสะท้อนความเป็น Sharing Economy ที่เปิดโอกาสให้พันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แต่ได้รับประโยชน์ในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งการเพิ่มทราฟฟิกในพื้นที่ การสร้างรายได้เสริม และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการก็ได้รับความสะดวก ความเชื่อมั่น และทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และความร่วมมืออื่น ๆ ในอนาคต”

#ไปรษณีย์ไทย #EMSPoint #เพื่อนพี่ไปรฯ #SpeedInfrastructure #ส่งง่ายส่งได้ทุกที่ #โลจิสติกส์ #เศรษฐกิจแบ่งปัน #LifestyleBrand

Related Posts