ราชกรุ๊ป กำไรครึ่งปีแรกพุ่งแตะ 2,600 ล้านบาท

ราชกรุ๊ป กำไรครึ่งปีแรกพุ่งแตะ 2,600 ล้านบาท
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 16 นาที

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการเชิงรุก ด้วยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ที่กวาดกำไรสุทธิทะลุ 2,628 ล้านบาท จากการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักและพลังงานสะอาดในต่างแดนอย่างแข็งแกร่ง

ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าและพลังงานระดับภูมิภาค ได้เปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ประจำปี 2569 โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจถึง 2,628 ล้านบาท ตัวเลขกำไรดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความสามารถในการรักษาวินัยทางการเงินขององค์กรอย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,620 ล้านบาท

โครงสร้างรายได้รวมของกลุ่มบริษัทในครึ่งแรกของปี 2569 มียอดรับรู้รวมสูงถึง 26,015 ล้านบาท รายได้หลักร้อยละ 96 มาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า คิดเป็นเม็ดเงิน 24,866 ล้านบาท ซึ่งสามารถจำแนกเป็นสัดส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักร้อยละ 90 หรือคิดเป็นมูลค่า 22,506 ล้านบาท และรายได้จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีกร้อยละ 10 คิดเป็นจำนวน 2,360 ล้านบาท ในขณะที่รายได้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 4 จำนวน 1,149 ล้านบาท มาจากการขับเคลื่อนของกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้เกิดขึ้นจากการวางยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ การกระจายพอร์ตการลงทุนข้ามพรมแดนช่วยปิดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์พลังงานในแต่ละประเทศได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของการเดินเครื่องจักรผลิตกระแสไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานในระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าหลักและพลังงานหมุนเวียนต่างแดนหนุนกำไร

กลยุทธ์หลักในการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มาจากการรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก เพื่อดำรงระดับความพร้อมจ่ายของระบบและขีดความสามารถในการสร้างกระแสรายได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยเฉพาะการเติบโตของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในกลุ่มบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในประเทศออสเตรเลีย

สินทรัพย์พลังงานลมในเครือ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมสตาร์ฟิชฮิลล์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมเมาท์เอเมอรัลด์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เสริมด้วยความสำเร็จของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด อันเป็นผลมาจากการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงครึ่งปีแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองต่อความสำเร็จในครั้งนี้ว่า

“ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน ปี 2569 ของบริษัทฯ มุ่งเน้นการรักษาประสิทธิภาพการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก เพื่อดำรงความพร้อมจ่าย และคงความสามารถในการสร้างรายได้ให้ต่อเนื่อง ขณะที่ผลการดำเนินงานกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้รับผลบวกมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในกลุ่มบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมสตาร์ฟิชฮิลล์, เมาท์เอเมอรัลด์ และคอลเล็กเตอร์ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว ที่ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการน้ำครึ่งปีแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เร่งเครื่องโครงการพลังงานสะอาดในฟิลิปปินส์และเวียดนาม

ในส่วนของแผนงานก่อสร้างโครงการเพื่อสร้างการเติบโต บริษัทได้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนใหม่อย่างใกล้ชิด โดยมีความพร้อมที่จะเริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569 จำนวน 2 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 76.6 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสีเขียวให้แก่กลุ่มบริษัทได้อย่างทันท่วงที

โครงการสำคัญที่จะเปิดดำเนินการประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีสัดส่วนกำลังการผลิตตามการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง 1 ในประเทศเวียดนาม ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.55 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองโครงการถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายพอร์ตพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ได้กล่าวย้ำถึงทิศทางการขยายธุรกิจเพิ่มเติมว่า

“ในครึ่งปีแรก บริษัทฯ ได้ติดตามโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีความก้าวหน้าและคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องในปีนี้ 2 โครงการ รวมสัดส่วนกำลังผลิตตามการถือหุ้น 76.6 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในฟิลิปปินส์ สัดส่วนกำลังผลิตตามการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง 1 กำลังผลิตตามการถือหุ้น 5.55 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ในประเทศไทย อินโดนีเซีย รวมถึงแสวงหาการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านไฟฟ้า และพลังงานที่มีศักยภาพอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและโครงสร้างทุนพร้อมรองรับการลงทุน

เมื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 245,655 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 131,235 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นสูงถึง 114,420 ล้านบาท ตัวเลขทางการเงินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความมั่นคงขององค์กรที่เป็นฐานรากหลักของภาคพลังงานระดับภูมิภาค

โครงสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทแสดงออกผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.15 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงินและการควบคุมภาระหนี้อย่างรัดกุม ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ได้สูงถึงร้อยละ 10.56 ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและผลกำไรคืนสู่ผู้ถือหุ้นได้อย่างคุ้มค่า

สถานะสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนที่มีความยืดหยุ่นสูงนี้ ช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทมีความพร้อมในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับเข้าซื้อกิจการหรือพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอนาคตได้อย่างคล่องตัว ทั้งในประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย และตลาดพลังงานอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว

บทบาทโฮลดิ้งระดับสากลและพันธกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ปัจจุบันมีทุนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 21,749,999,850 บาท โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนร้อยละ 45 ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ผ่านการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมประเทศไทย สปป. ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

ปัจจุบัน บริษัทรับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นสูงถึง 9,484 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 6,503 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เดินเครื่องแล้ว 1,627 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,354 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานทดแทนทั้งหมด 100%

นอกเหนือจากมิติการสร้างผลกำไร บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับดีเลิศ 5 ดาว รวมถึงได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ปี 2568 ในระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่กับการเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) และได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 อย่างเป็นรูปธรรม

#ราชกรุ๊ป #RATCH #ผลการดำเนินงาน #พลังงานหมุนเวียน #โรงไฟฟ้าพลังงานลม #เศรษฐกิจและพลังงาน

Related Posts