กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าโครงการ TH-AI PASSPORT ปรับโมเดลจัดซื้อจัดจ้างคิดเงินตาม Active User ดับกระแสกังวลข้อมูลส่วนบุคคล ยืนยันระบบเชื่อมต่อมุ่งยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์และต่อยอดสู่การพัฒนาโมเดล AI สัญชาติไทยในอนาคต
ปรับโครงสร้างสัญญาใหม่ คิดเงินตาม Active User จัดการความเสี่ยงรัฐและเอกชน
การขับเคลื่อนนโยบายปัญญาประดิษฐ์ของภาครัฐก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ เมื่อโครงการ TH-AI PASSPORT (หรือ TH-AI pass) ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มีการแถลงความคืบหน้าอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและข้อสงสัยในสังคม โดยเฉพาะประเด็นความล่าช้าและการปรับปรุงร่างสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง หลังจากเปิดระบบลงทะเบียนล่วงหน้าและมียอดผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง
การปรับแก้สัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ซึ่ง สดช. ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้ส่งร่างสัญญาไปรับฟังการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด และลงนามในสัญญาที่แก้ไขสมบูรณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 พร้อมทั้งนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของหน่วยงานอย่างโปร่งใสในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ตามระเบียบข้อบังคับของราชการ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุม โดยเปลี่ยนจากการจ่ายเงินตามงวดงานปกติมาเป็นการคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือโมเดล Active User
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวชี้แจงถึงหลักการคิดเงินตามผู้ใช้จริงว่า “ในสัญญามาตรฐานเดิมมีกรอบเวลาชัดเจน ซึ่งงวดงานเดิมต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งฝั่งผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Active User และเจรจาตกลงกันได้ มันเป็นการบริหารความเสี่ยงได้ทั้งสองฝั่ง และมีความชัดเจนเป็นธรรมขึ้น การคิดเงินจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการใช้งานโมเดลระดับโปรและมีการส่งคำถามหรือ Prompts เข้าไปประมวลผลเท่านั้น ไม่ใช่ว่าลงทะเบียนเท่าไหร่แล้วรัฐต้องจ่ายเงินตามจำนวนคนทั้งหมดทันที”
เปิดระบบ 5 ล้านสิทธิ์ พร้อมกลไกคะแนนสะสมและการสลับคิวอัตโนมัติ
สำหรับรูปแบบการให้บริการ TH-AI PASSPORT กำหนดโควตารองรับไว้ทั้งสิ้นจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ โดยระบบมีกำหนดเปิดให้ใช้งานจริงในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ประชาชนที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบภายในกรอบเวลา 3 เดือนแรก จะได้รับสิทธิ์เข้าใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับพรีเมียม (Pro Model) ทันที พร้อมรับคะแนนตั้งต้นจำนวน 100 คะแนนสำหรับใช้งาน ซึ่งการคำนวณคะแนนจะถูกตัดรอบทุก 1 เดือน หากไม่มีการส่งคำถามในโมเดลโปร หรือใช้งานเพียงแชตพื้นฐานทั่วไป จะไม่มีการนับเป็น Active User และไม่มีการเรียกเก็บงบประมาณเกิดขึ้น
กลไกสำคัญของโครงการถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และยกระดับศักยภาพอย่างแท้จริง ผ่านการกำหนดให้ผู้ถือสิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรมอบรมพัฒนาทักษะเพื่อสะสมคะแนนเพิ่ม ในกรณีที่คะแนนสะสมลดลงต่ำกว่า 100 คะแนน และไม่มีการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน ระบบจะดำเนินการนำสิทธิ์ดังกล่าวไปต่อท้ายคิวของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อสำรอง (Waiting List) ที่ลงทะเบียนเกินกว่า 5 ล้านสิทธิ์ขึ้นมาใช้งานแทน โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะการต่อคิวได้ผ่านระบบอย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนพัฒนาระบบแดชบอร์ด (Dashboard) รายงานสถานะการเข้าใช้งานและการเข้าร่วมหลักสูตรอบรมแบบเรียลไทม์ในวันที่ระบบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรมแข่งขันและการประลองทักษะทางเทคโนโลยี เช่น การจัดแฮกกาธอน (Hackathon) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์และลดต้นทุนในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA มุ่งเก็บชุดข้อมูลสร้าง AI สัญชาติไทย
ข้อกังวลด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของระบบได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากทางกระทรวงดีอี ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยตรง ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐ เช่น แอปพลิเคชันทางรัฐ หรือ ThaID มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (Identity Verification) ป้องกันการลงทะเบียนซ้ำซ้อน เมื่อผ่านการยืนยันแล้ว ข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลจะถูกแยกตัดขาดจากระบบการส่งคำสั่งใช้งาน โดยไม่มีการติดตามพฤติกรรมรายบุคคลหรือมอนิเตอร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์
ในส่วนของการประมวลผลคำสั่งหรือการส่ง Prompts นั้น ระบบจำเป็นต้องส่งคำสั่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผล (Computing) ของผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับสากล อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้กำหนดเงื่อนไขทางเทคนิคไว้ในขอบเขตงาน (TOR) อย่างเคร่งครัดว่า ห้ามผู้ให้บริการนำคำถามหรือข้อมูลการใช้งานไปจัดเก็บเพื่อฝึกฝนโมเดล (Train AI) ของต่างประเทศต่อ แต่จะนำเฉพาะชุดข้อมูลคำถามและคำตอบที่ผ่านการตัดข้อมูลระบุตัวตนแล้ว มารวบรวมเป็นคลังข้อมูลกลางเพื่อส่งต่อให้กับโครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยในอนาคต
นายพชร อนันตศิลป์ กล่าวย้ำถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และความรับผิดชอบของภาครัฐว่า “ในฐานะกระทรวงดีอีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกฎหมาย PDPA เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้ดีที่สุดในประเทศ แม้ในโลกนี้ไม่มีระบบเชื่อมต่อใดที่จะบอกว่าปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรามีมาตรการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและการตัดการทำงานทันทีหากพบปัญหา โดยข้อมูลคำถามคำตอบทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนา AI สัญชาติไทยให้เท่าทันสากล”
สถิติลงทะเบียนทะลุล้านราย ความเชื่อมั่นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางภาครัฐ
ภาพรวมความสนใจของประชาชนต่อโครงการ TH-AI PASSPORT สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทะเบียนล่วงหน้าที่มีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.45 น. มียอดประชาชนลงทะเบียนสำเร็จแล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,116,154 ราย แม้ในช่วงแรกจะมีข้อสังเกตเรื่องความล่าช้าและการทำความเข้าใจของประชาชน แต่ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อการเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาสายอาชีพ
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวเน้นย้ำถึงความพร้อมของระบบและการบริหารเทคโนโลยีว่า “โครงการนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยี AI ระดับประเทศที่ใหญ่ที่สุดเพื่อรองรับผู้ใช้นับล้านคน เรามีการระบุใน TOR ชัดเจนให้ผู้ให้บริการต้องอัปเดตโมเดลให้ทันสมัยเป็นระยะตามความเหมาะสม และสำหรับความปลอดภัยของระบบคลาวด์กลางภาครัฐหรือ GDCC ที่เราให้บริการกว่า 1,200 หน่วยงาน และกว่า 4,000 ระบบงานทั่วประเทศ ที่ผ่านมาไม่เคยมีประวัติการรั่วไหลของข้อมูล จึงขอให้มั่นใจในมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย”
ในระยะต่อไป กระทรวงดีอีและ สดช. พร้อมเดินหน้าส่งข้อมูลรายละเอียดและเอกสารกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้แก่หน่วยงานตรวจสอบและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนทางราชการ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตรอบรมที่ร่วมมือกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับสากล เช่น Google และ Microsoft เพื่อมอบใบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานวิชาชีพสากลให้แก่ผู้เรียน นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
#THAIPASSPORT #กระทรวงดีอี #สดช #ปัญญาประดิษฐ์ #เศรษฐกิจดิจิทัล #PDPA #AIสัญชาติไทย #ทักษะดิจิทัล #เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ #นวัตกรรมภาครัฐ

