กระทรวงดีอีจับมือดีป้าเร่งสปีดระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยข้ามพรมแดน คัดเลือก 8 ผู้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวแทนประเทศบินลัดฟ้าสู่เฮลซิงกิ ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านประเทศจากผู้บริโภคสู่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมส่งออกระดับสากล ผ่านเวทีเทคโนโลยีชั้นนำของยุโรป
ก้าวย่างครั้งสำคัญของสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก
การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากผู้ใช้งานเทคโนโลยีไปสู่ประเทศผู้พัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์เพื่อคัดสรรผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางธุรกิจ โดยเวที RUNWAY TO SLUSH 2026: FINAL PITCHING ในรอบ Thai Digital Startup Round นับเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างศักยภาพของคนไทยกับศูนย์กลางนวัตกรรมโลก
การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้น ณ อาคารสำนักงานใหญ่ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซอยลาดพร้าว 10 กรุงเทพมหานคร ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการประชันวิสัยทัศน์และการแสดงโซลูชันเชิงลึกจาก 15 ทีมดิจิทัลสตาร์ทอัพชั้นนำที่ผ่านการกลั่นกรองคุณสมบัติอย่างเข้มงวดในรอบคัดกรองเบื้องต้น ทุกทีมต่างนำเสนอโมเดลธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการสเกลธุรกิจออกนอกประเทศ
ผลลัพธ์จากการนำเสนอผลงานทำให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วยนางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า แสดงความเชื่อมั่นต่อก้าวต่อไปของประเทศ โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของพันธกิจนี้ว่า “กิจกรรมในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหาดิจิทัลสตาร์ทอัพ แต่เป็นการหาตัวแทนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานสำคัญระดับโลก ซึ่งสิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนคือ ‘โอกาส’ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักลงทุนและตลาดใหม่ โอกาสที่สตาร์ทอัพไทยจะได้เรียนรู้จากระบบนิเวศดิจิทัลระดับสากล รวมไปถึงโอกาสในการแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก”
การปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐสู่ผู้เชื่อมโยงโอกาสการลงทุน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้วางทิศทางนโยบายใหม่เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยปรับลดบทบาทการควบคุมลงและหันมาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโอกาสระหว่างผู้ประกอบการกับเครือข่ายเงินทุนระดับนานาชาติ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการกำจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ พร้อมอำนวยความสะดวกให้แนวคิดเชิงนวัตกรรมที่มีคุณค่าสามารถนำไปต่อยอดและเติบโตได้จริงในสเกลระดับโลก
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้แสดงทัศนะต่อบทบาทเชิงรุกของรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า “อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของภาครัฐคือการเป็น ‘ผู้เชื่อมโยง’ ที่เชื่อมโยงดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยเข้ากับโอกาสระดับโลก ช่วยสร้างช่องทางที่จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือ ทลายข้อจำกัดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของนวัตกรรมและผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ดิจิทัลสตาร์ทอัพที่ผ่านคัดเลือกในวันนี้ถือเป็นตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับโอกาสไปสัมผัสระบบนิเวศนวัตกรรมระดับสากล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกทีมจะนำสิ่งที่ได้รับจาก SLUSH 2026 กลับมาต่อยอดสู่นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อคนไทยต่อไป ซึ่งประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ควรเป็นประเทศที่สามารถสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ อีกทั้งส่งออกสู่เวทีโลกได้”
นอกจากนี้ การสนับสนุนผู้ประกอบการในโครงการดังกล่าวยังมุ่งหวังให้เกิดการกระจายองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีกลับคืนสู่โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยผู้แทนสตาร์ทอัพไทยจะมีโอกาสซึมซับแนวทางการดำเนินธุรกิจและรูปแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยให้สามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกในระยะยาว

สี่เสาหลักอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ตอบโจทย์ความท้าทายสากล
การพิจารณาคัดเลือกสตาร์ทอัพในปีนี้ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลกและจุดแข็งของประเทศไทยอย่างแม่นยำ โดยกระทรวงดีอีและดีป้าได้กำหนด 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ได้แก่ การเกษตรอัจฉริยะและเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อความยั่งยืน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การท่องเที่ยวและการส่งเสริมสุขภาวะเมือง รวมถึงการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่นานาชาติกำลังมองหาทางออกเชิงพาณิชย์อย่างเร่งด่วน
กลุ่มเทคโนโลยีด้านเกษตรอัจฉริยะและความยั่งยืนมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการผลิตและการจัดการข้อมูลขั้นสูง สำหรับกลุ่มการท่องเที่ยว สุขภาวะ และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวิตของผู้คนในเขตเมืองอย่างยั่งยืน
การกำหนดเป้าหมายทั้งสี่มิตินี้สะท้อนว่า รัฐบาลไทยไม่ได้มองแค่กระแสความนิยมชั่วคราว แต่เลือกโฟกัสกลุ่มเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับปัญหาจริงของประชาคมโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเจรจาธุรกิจกับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างตรงจุด เพราะโซลูชันที่นำเสนอสามารถนำไปปรับใช้แก้ปัญหาของภูมิภาคอื่นได้ทันทีโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
มาตรฐานการคัดสรรเข้มข้นโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ
เพื่อความโปร่งใสและคุณภาพมาตรฐานในระดับเวทีโลก การประเมินผลในรอบชิงชนะเลิศจึงเป็นการผนึกกำลังระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ คณะกรรมการตัดสินประกอบด้วย นางสาววิภาวี กิตติเธียร คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และ Mr. Kimmo Pekari ที่ปรึกษาพิเศษฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมนำมุมมองด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในตลาดยุโรปมาร่วมพิจารณา
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากภาคการลงทุนชั้นนำ ได้แก่ นายธนวัฒก์ บุญปัญญา Head of Investor จาก Krungsri Finnovate และ Mr. Ankit Upadhyay ผู้ร่วมก่อตั้งและ General Partner จาก A2D เวนเจอร์แคปิตอลระดับภูมิภาค พร้อมด้วย นางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ร่วมให้คะแนนโดยพิจารณาจากความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ โอกาสในการขยายตัวในตลาดสากล และความพร้อมของทีมงานผู้ก่อตั้ง
เกณฑ์การให้คะแนนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเลขผลประกอบการหรือมูลค่าประเมินบริษัทในปัจจุบัน แต่คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ทางเทคนิค นวัตกรรมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นด่านทดสอบสำคัญที่สตาร์ทอัพไทยต้องเผชิญเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

เปิดโฉมแปดสตาร์ทอัพไทยผู้คว้าตั๋วสู่มหกรรมเทคโนโลยีเฮลซิงกิ
หลังจากผ่านการนำเสนอแผนงานและการซักถามอย่างเข้มข้น คณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อ 8 ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศ ได้แก่ โครงการ Alto CERO 2026 ที่พัฒนาโดย บริษัท อัลโต้เทค โกลบอล จำกัด ซึ่งมีความโดดเด่นในการจัดการพลังงาน, แพลตฟอร์ม CloverX จาก บริษัท โคลเวอร์เอ็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด, และบริการเทคโนโลยี Omplatform ภายใต้ บริษัท ออมแพลทฟอร์ม จำกัด
รายชื่อต่อมาครอบคลุมแพลตฟอร์มเกษตรและสิ่งแวดล้อม PLOOK พัฒนาโดย บริษัท ปลูก เวนเจอร์ส จำกัด, นวัตกรรมระบบบริหารจัดการ SABLE จาก บริษัท เซเบิล จำกัด, โซลูชันปัญญาประดิษฐ์ Spacely AI พัฒนาโดย บริษัท สเปซลี่ เอไอ จำกัด, แพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า Enterprise Loyalty Platform จาก บริษัท พรีโมเวิร์ล จำกัด, และบริการปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษา Talking Jelly พัฒนาโดย บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด
ผู้ชนะทั้ง 8 รายสะท้อนถึงการผสมผสานของนวัตกรรมที่ครอบคลุมหลากหลายเซกเตอร์ ทั้งเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ปัญญาประดิษฐ์ และระบบบริหารจัดการระดับองค์กร ซึ่งทุกบริษัทล้วนมีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานจริงและมีฐานลูกค้าที่พิสูจน์แล้วในประเทศ ทำให้มีความพร้อมสูงสุดในการเปิดรับพันธมิตรและนักลงทุนต่างชาติ
แพ็กเกจหนุนรอบด้านด้วยมาตรการคูปองระหว่างประเทศ
การเดินทางของสตาร์ทอัพไทยในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้โครงการส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลสตาร์ทอัพของดีป้า โดยสตาร์ทอัพทั้ง 8 ทีมจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ออกบูธแนะนำธุรกิจ และรับบัตรเข้าร่วมงาน SLUSH 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 19 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรม Accelerator & Networking สุดพิเศษระหว่างวันที่ 17 ถึง 19 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีเตรียมความพร้อมและสร้างเครือข่ายกับผู้นำเทคโนโลยีระดับสากล พร้อมกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในวงเงินสูงสุด 150,000 บาท ภายใต้รูปแบบ Matching Fund ผ่านมาตรการ depa Internationalization Voucher
มาตรการสนับสนุนทางการเงินและเครือข่ายดังกล่าวถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดด้านต้นทุนของสตาร์ทอัพไทยในการออกไปบุกเบิกตลาดโลก โดยดีป้ามุ่งหวังให้เม็ดเงินช่วยเหลือนี้ก่อให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันจากทั่วโลกมองเห็นขีดความสามารถของบุคลากรสายเทคโนโลยีจากประเทศไทย

แนวคิดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จระดับสากล
นายไชยชนก ชิดชอบ ได้ให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการภายหลังเสร็จสิ้นการรับฟังการนำเสนอโครงการ โดยชี้ให้เห็นว่าการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องศึกษาบริบทของประเทศเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมทางธุรกิจ หรือข้อบังคับทางกฎหมายเฉพาะพื้นที่
ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีได้เน้นย้ำเป็นพิเศษต่อกลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัลโซลูชันคือ การยึดมั่นในหลักการความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตลาดระดับสากลโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าในระยะยาว
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงจะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของสตาร์ทอัพไทยในเวทีโลก ซึ่งความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลกจะเป็นสะพานเชื่อมให้เทคโนโลยีสัญชาติไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
#สตาร์ทอัพไทย #กระทรวงดีอี #depa #Slush2026 #เศรษฐกิจดิจิทัล #AIไทย #นวัตกรรมสู่สากล

