รัฐบาลดำเนินมาตรการบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผ่านกลไกการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น ควบคู่การใช้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันไม่ให้ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจในทันที ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 40.69 บาทต่อลิตร (ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)
ลำดับมาตรการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นตลอดปี 2569
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายใต้การกำกับของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 B7 และ B20 จำนวน 4.00 บาทต่อลิตร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 เพื่อลดแรงกดดันต้นทุนในโครงสร้างราคาและควบคุมไม่ให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน
การปรับลดราคาครั้งนี้นับเป็นระลอกล่าสุดหลังจากมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์มาเป็นระยะ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน – 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 5.00 บาทต่อลิตร ต่อมาปรับเป็น 3.00 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 10 – 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 14.00 บาทต่อลิตร ในช่วงต้นเดือนเมษายน จากนั้นในวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ได้ปรับลดลงอีก 2.40 บาทต่อลิตร โดยดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาพยุงราคา ก่อนจะปรับมาเป็นอัตราลด 4.00 บาทต่อลิตร ในรอบปัจจุบัน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “เมื่อดูตามลำดับเวลา จะเห็นว่ารัฐบาลและกระทรวงพลังงานไม่ได้เพิ่งเข้ามาดูแลราคาดีเซลในช่วงนี้ แต่มีมาตรการมาตั้งแต่เดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน โดยนายเอกนัฏและกระทรวงพลังงานติดตามต้นทุนและค่าการกลั่นมาโดยตลอด เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน มาตรการก็ต้องปรับตาม เพื่อไม่ให้ต้นทุนจากตลาดโลกส่งผ่านไปถึงประชาชนเต็มจำนวนในคราวเดียว”
โครงสร้างราคาจำหน่ายและกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ตามข้อมูลโครงสร้างราคาขายปลีกของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 8.62 บาทต่อลิตร ร่วมกับส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 4.00 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาจำหน่ายหน้าสถานีบริการคงอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร
หากทำการประเมินเชิงสมมติจากโครงสร้างราคาดังกล่าวโดยให้ปัจจัยอื่นคงที่ หากไม่มีมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 4.00 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกจะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นประมาณ 4.28 บาทต่อลิตร เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขยับไปอยู่ที่ประมาณ 44.97 บาทต่อลิตร และหากไม่มีการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมด้วย ราคาขายปลีกจะมีแรงกดดันรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 13.50 บาทต่อลิตร หรือขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 54.19 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณเพื่อแสดงขนาดของมาตรการอุดหนุนเท่านั้น ไม่ใช่ราคาจำหน่ายจริงหรือการคาดการณ์ในอนาคต
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างว่า “สิ่งที่นายเอกนัฏและกระทรวงพลังงานกำลังทำ ไม่ใช่การทำให้ต้นทุนพลังงานหายไป แต่เป็นการบริหารแรงกระแทก ไม่ให้ภาระทั้งหมดตกถึงประชาชนในคราวเดียว เพราะราคาดีเซลไม่ได้กระทบเฉพาะคนใช้รถ แต่เชื่อมโยงไปถึงต้นทุนขนส่ง เกษตร การผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง”
ข้อมูลเปรียบเทียบราคาดีเซลในตลาดภูมิภาคอาเซียน
รายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในอาเซียนของ สนพ. ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ราคาดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปของประเทศมาเลเซียซึ่งอยู่ที่ 42.96 บาทต่อลิตร หรือต่ำกว่า 2.27 บาทต่อลิตร และต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปของประเทศอินโดนีเซียซึ่งอยู่ที่ 44.73 บาทต่อลิตร หรือต่ำกว่า 4.04 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเวียดนามมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 40.75 บาทต่อลิตร
ในส่วนของอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาตามชุดข้อมูลของ สนพ. แสดงให้เห็นว่า ดีเซลของไทยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ ร้อยละ 35.9 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ ร้อยละ 80.0 และอินโดนีเซียอยู่ที่ ร้อยละ 77.4 ทั้งนี้ การเปรียบเทียบดังกล่าวอ้างอิงจากราคาตลาดทั่วไปของแต่ละประเทศ โดยไม่ได้รวมถึงระบบเชื้อเพลิงราคาพิเศษหรือมาตรการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้างภาษี นโยบายการคลัง และคุณสมบัติของน้ำมันในแต่ละท้องถิ่น
ขอบคุณภาพ/ข่าว : รัฐบาลไทย
#ราคาน้ำมันดีเซล #กระทรวงพลังงาน #กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง #กบง #สนพ #ราคาพลังงาน

