รวิศ ศรีจันทร์ ชี้จุดตายธุรกิจ เร่งรื้อกระบวนการรับยุคปัญญาประดิษฐ์

รวิศ ศรีจันทร์ ชี้จุดตายธุรกิจ เร่งรื้อกระบวนการรับยุคปัญญาประดิษฐ์
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 20 นาที

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการถาโถมของคลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ องค์กรธุรกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยเครื่องมือเดิม การปรับกระบวนการทำงานทั้งระบบและการสร้างกรอบความคิดแบบผู้รอดชีวิตจึงกลายเป็นทางรอดเดียวของธุรกิจ

ถอดรหัสวิกฤตเศรษฐกิจซบเซาและความท้าทายครั้งใหญ่ในรอบสี่ทศวรรษ

ภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันทวีความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ จากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไร้แรงส่งและเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโต ข้อจำกัดของขนาดตลาดที่ไม่ขยายตัวกลายเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องดิ้นรนอย่างหนัก อีกทั้งยังมีวิกฤตเฉพาะกลุ่ม เช่น ธุรกิจเกษตรและอาหารที่เผชิญภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทว่าความท้าทายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่สุดในเวลานี้คือการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ในงานสัมมนา Kintone Day Bangkok 2026 คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และผู้ก่อตั้งสื่อ Mission To The Moon ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดเปลี่ยนครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมา เขาชี้ให้เห็นว่าการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์กำลังบีบบังคับให้ทุกองค์กรต้องออกแบบขั้นตอนการทำงานหรือเวิร์กโฟลว์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบเกือบสี่สิบปี นับตั้งแต่ยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในสำนักงาน

“ปัญญาประดิษฐ์บังคับให้เราจำเป็นจะต้องออกแบบเวิร์กโฟลว์ทั้งองค์กรใหม่หมดเลย เราไม่เคยออกแบบเวิร์กโฟลว์องค์กรใหม่ขนาดนี้น่าจะสามสิบถึงสี่สิบปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เราทำแบบนี้คือตอนที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงาน แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งนั้นมาก แปลว่าเราต้องใช้พลังงานมหาศาลและต้องเริ่มต้นลงมือทำทันที” คุณรวิศกล่าวเตือนบนเวที

ปรับกรอบความคิดจากเหยื่อสู่สิงโตผู้รอดชีวิตเพื่อก้าวข้ามความล้มเหลว

การตั้งกรอบความคิดหรือมายด์เซตของคนทั้งองค์กรถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับความผันผวน คุณรวิศเปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ในองค์กรออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่มีกรอบความคิดแบบกวางหรือการมองตนเองเป็นเหยื่อ (Victim Mentality) ซึ่งมักมองว่าปัญหาทุกอย่างมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ยุติธรรม ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีกรอบความคิดแบบสิงโตหรือผู้รอดชีวิต (Survivor Mentality) จะไม่เสียเวลากับการตัดพ้อ แต่จะมุ่งค้นหาวิธีการแก้ไขและลงมือทำทันทีภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่

ความแตกต่างทางจิตวิทยานี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องตำแหน่งการควบคุม (Locus of Control) ของจูเลียน ร็อตเตอร์ บุคคลที่มองว่าปัจจัยภายนอกกำหนดชีวิตจะปรับตัวยากและเป็นทุกข์ได้ง่าย ส่วนผู้ที่เชื่อมั่นในการควบคุมจากภายในจะมีความสุขและปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า องค์กรที่เต็มไปด้วยความคิดแบบกวาง เมื่อยอดขายตกต่ำมักจะลงเอยด้วยการโทษเศรษฐกิจหรือตัดราคาสินค้า ส่วนองค์กรแบบสิงโตจะมองหาสินค้าใหม่หรือขยายช่องทางสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโต

โดยธรรมชาติของสายพันธุ์ มนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้อยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร จึงมีความระแวดระวังและขี้กลัวเพื่อความอยู่รอด ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน แม้ไม่มีสัตว์ร้ายคอยไล่ล่า แต่มนุษย์กลับถูกครอบงำด้วยความกลัวความผิดพลาดและความอับอายจากความล้มเหลว องค์กรจึงจำเป็นต้องทลายกำแพงความกลัวนี้ เพื่อเปลี่ยนสมองของบุคลากรจากการมองหาข้ออ้างว่าทำไม่ได้ ให้หันมาระบุเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลสำเร็จ

รวิศ ศรีจันทร์ ชี้จุดตายธุรกิจ เร่งรื้อกระบวนการรับยุคปัญญาประดิษฐ์
รวิศ ศรีจันทร์ ชี้จุดตายธุรกิจ เร่งรื้อกระบวนการรับยุคปัญญาประดิษฐ์

บทเรียนแบล็กเบอร์รีกับกับดักความสำเร็จเดิมที่กลายเป็นจุดจบทางธุรกิจ

คำถามเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหารคือ อะไรคือสิ่งที่เคยนำพาธุรกิจมาจนถึงจุดนี้ แต่จะไม่สามารถนำพาธุรกิจต่อไปในอนาคตได้ ดังเช่นแนวคิดจากหนังสือ What Got You Here Won’t Get You There ที่เตือนใจว่าการพยายามเอาชนะการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ด้วยตรรกะของวันวานคือความผิดพลาดมหันต์ หลุมพรางนี้เกิดขึ้นได้กับทุกองค์กร เพราะความสำเร็จเดิมมักเป็นสิ่งที่บดบังสายตาจนมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ตัวอย่างเชิงประจักษ์คือกรณีศึกษาของแบล็กเบอร์รี อดีตยักษ์ใหญ่ที่เคยครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนสูงกว่าร้อยละเจ็ดสิบและสร้างยอดขายมหาศาล การวิจัยตลาดของพวกเขาพบเสมอว่าสิ่งที่ผู้ใช้งานชื่นชอบที่สุดคือแป้นพิมพ์จริง ซึ่งช่วยให้พิมพ์ตอบอีเมลและข้อความได้อย่างรวดเร็ว ผลสำรวจที่แม่นยำนี้เองกลายเป็นโซ่ตรวนที่ทำให้ผู้บริหารไม่กล้าตัดแป้นพิมพ์ออก เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ใช้งานระดับมืออาชีพจะไม่มีวันละทิ้งฟังก์ชันดังกล่าว

เมื่อไอโฟนเปิดตัวในปี 2007 ผู้บริหารแบล็กเบอร์รีกลับมองว่าเป็นเพียงโทรศัพท์ของเล่น แม้จะมีเวลาปรับตัวถึงสองปีเต็ม แต่ในที่สุดผู้บริโภคก็ตระหนักว่าหน้าจอสัมผัสสามารถตอบโจทย์การทำงานได้เช่นกัน พร้อมมอบประโยชน์ด้านอื่นที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ยอดขายของแบล็กเบอร์รีจึงดิ่งลงจนต้องถอนตัวจากธุรกิจสมาร์ตโฟนในที่สุด บทเรียนนี้ย้ำเตือนให้ผู้นำธุรกิจต้องหมั่นตรวจสอบว่าองค์กรของตนกำลังกอด แป้นพิมพ์แบล็กเบอร์รี ที่ลูกค้าเคยรักเอาไว้แน่นเกินไปหรือไม่

ขุดลึกต้นตอปัญหาก่อนใช้เทคโนโลยีและบทเรียนแท้จริงจากความต้องการลูกค้า

การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงลำพัง หากแต่เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนประกอบย่อย หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ดังเช่นกรณีศึกษาของศรีจันทร์ในการขายลิปสติก ซึ่งแท้จริงแล้วลูกค้าไม่ได้ต้องการแท่งผลิตภัณฑ์ แต่ต้องการสีสันบนริมฝีปาก ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยอดขายเครื่องสำอางกลุ่มสีตกลงอย่างหนัก ไม่ใช่เพราะผู้คนเลิกแต่งหน้า แต่เป็นเพราะฟิลเตอร์ในการประชุมออนไลน์สามารถมอบผลลัพธ์ทดแทนได้

การค้นหาต้นตอของปัญหาต้องมองให้ทะลุมากกว่าการแก้ปัญหาแบบชั้นเดียว ตัวอย่างคลาสสิกของอนุสรณ์สถานเจฟเฟอร์สันที่หินอ่อนถูกทำลายจากการขัดมูลนกพิราบ ได้สะท้อนวิธีคิดอย่างเป็นระบบ แทนที่จะจ้างบริษัทไล่นกหรือใช้น้ำยาเคมีเข้มข้น ผู้ดูแลกลับสืบสาวจนพบว่านกพิราบมากินแมงมุม แมงมุมมากินตัวริ้น และตัวริ้นชอบมาเล่นแสงไฟช่วงหัวค่ำ การเลื่อนเวลาเปิดไฟให้ช้าลงเพียงหนึ่งชั่วโมงจึงสามารถขจัดปัญหาทั้งหมดได้โดยไม่ต้องทำลายพื้นผิวหินอ่อน

ในบริบทของการดำเนินธุรกิจ หากยอดขายตกต่ำ การแก้ปัญหาไม่ใช่การรีบลดราคาหรือจัดโปรโมชันในทันที องค์กรต้องสืบค้นให้ลึกซึ้งเหมือนที่ศรีจันทร์เคยค้นพบว่าผลิตภัณฑ์เนื้อครีมเหนียวเหนอะหนะจนลูกค้าไม่ซื้อ มีต้นเหตุมาจากหัวหน้าทีมพัฒนาสินค้าเป็นคนผิวแห้งจัดจนตั้งสเปกสูตรผิดธรรมชาติ ผู้นำองค์กรจึงต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพของธุรกิจเพื่อค้นหาจุดรั่วไหลและอุปสรรคคอขวดที่แท้จริงก่อนที่จะสร้างความเสียหาย

สี่เสาหลักทรานส์ฟอร์เมชันและศิลปะการบริหารข้อมูลประชุมด้วยปัญญาประดิษฐ์

การขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จต้องประสานองค์ประกอบสี่มิติเข้าด้วยกัน ได้แก่ กลยุทธ์ กระบวนการ บุคลากร และเทคโนโลยี หากกลยุทธ์ไม่ชัดเจน กระบวนการเทอะทะ และพนักงานไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อสร้างความพร้อม การลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงย่อมล้มเหลว ในยุคใหม่นี้ กระบวนการทำงานที่เคยทำด้วยมือต้องเปลี่ยนสู่ระบบอัตโนมัติ ทักษะเดิมต้องเปลี่ยนมาเน้นการคิดตั้งคำถามและการเชื่อมโยงข้ามสายงาน ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมที่กล้าทดลองสิ่งใหม่

จุดเด่นสำคัญของปัญญาประดิษฐ์คือการบริหารจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กรเพื่อปิดความเสี่ยงจากการโยกย้ายของพนักงาน ข้อมูลขั้นตอนการทำงาน เครือข่ายคู่ค้า และข้อมูลลูกค้าควรถูกบันทึกไว้ในระบบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรที่เข้ามาใหม่สามารถเรียนรู้งานได้ทันทีเทียบเท่าพนักงานที่อยู่มานาน อีกหนึ่งตัวอย่างการใช้งานจริงที่มีประสิทธิภาพสูงคือการนำปัญญาประดิษฐ์มาจัดการกับปัญหาการประชุมที่สิ้นเปลืองเวลา

การบันทึกเสียงการประชุมทุกนัดแล้วอัปโหลดขึ้นสู่ระบบประมวลผล ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถรับรายงานสรุปสถานะการดำเนินงานของทั้งบริษัทยี่สิบห้าการประชุมได้ในเวลาแปดโมงเช้าของทุกวันจันทร์ ปัญญาประดิษฐ์สามารถคัดกรองข้อมูลที่ไร้โครงสร้างให้กลายเป็นประเด็นสำคัญ ระบุหัวข้อที่ใช้เวลาถกเถียงยาวนานเกินไป ชี้เป้าการประชุมที่ไม่จำเป็น รวมถึงสร้างรายการงานที่ต้องติดตามพร้อมระบบส่งอีเมลทวงถามผู้รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ

กลยุทธ์คุมเกมบริหารทีมงานและช่วงจังหวะชีวิตสู่การสร้างผลกระทบสูงสุด

ในการบริหารจัดการทีมงานยุคปัจจุบัน คุณรวิศได้หยิบยกหลักการบริหารสามระดับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณซิกเว่ เบรคเก้ อดีตผู้บริหารระดับสูงในแวดวงโทรคมนาคม หลักการแรกคือเป้าหมายต้องมีความรัดกุมและชัดเจนจนไม่มีช่องว่างให้ตีความผิดเพี้ยนไปตามวาระส่วนตัวของแต่ละแผนก การสื่อสารเป้าหมายอย่างคลุมเครือจะนำไปสู่ความขัดแย้งและการทำงานที่สะเปะสะปะในอนาคต

ระดับที่สองคือการเปิดพื้นที่อย่างยืดหยุ่นในกระบวนการทำงาน ผู้นำองค์กรต้องไม่ทำตัวเหมือนโค้ชที่นั่งดูเกมบนโซฟาแล้วคอยสั่งการอย่างแคบๆ แต่ต้องปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานในสนามมีอิสระในการตัดสินใจแก้ปัญหาตามสถานการณ์จริง ส่วนระดับที่สามคือการวัดผลที่ต้องรัดกุมและมองรอบด้าน การตั้งตัวชี้วัดต้องไม่มองเพียงมิติเดียว เช่น หากยอดขายเติบโตแต่สต็อกสินค้าบวมหรือเก็บเงินไม่ได้ ย่อมสร้างผลร้ายมากกว่าผลดี การวัดผลจึงต้องครอบคลุมทุกมิติทางการเงินและปฏิบัติการ

“การบริหารทีมงานต้องยึดหลักความชัดเจนและความยืดหยุ่นให้ถูกที่ เป้าหมายต้องคมกริบไร้การตีความ กระบวนการทำงานต้องยืดหยุ่นให้ทีมได้เล่นเอง และการวัดผลต้องรัดกุมรอบด้าน หากนำองค์ประกอบเหล่านี้ไปสลับกัน องค์กรจะตกอยู่ในภาวะวิกฤตทันที” คุณรวิศกล่าวย้ำ

เส้นทางของผู้ประกอบการนั้นเปรียบเสมือนสุภาษิตที่ว่าน้ำขึ้นย่อมหนุนเรือทุกลำ การเลือกพาธุรกิจเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นคลื่นเมกะเทรนด์จะช่วยลดแรงต้านและสร้างการเติบโตได้คุ้มค่ากว่า วงจรชีวิตการทำงานสี่ทศวรรษถูกแบ่งเป็นช่วงการเรียนรู้ลองผิดลองถูก ช่วงการขยายโมเดลธุรกิจ ช่วงการใช้พลังทวีคูณจากเครือข่ายและเงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์สิบเท่า และทศวรรษสุดท้ายคือการส่งต่อความรู้ในฐานะที่ปรึกษา การตระหนักถึงช่วงเวลาและปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ

#เศรษฐกิจไทย #รวิศหาญอุตสาหะ #ศรีจันทร์ #AIรื้อเวิร์กโฟลว์ #KintoneDayBangkok2026 #BusinessTransformation

Related Posts