เมื่อแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแบบเดิมไม่อาจพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอดเดียวที่ต้องลงมือทำจริง การประสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการเงินระหว่างประเทศ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่อย่างมั่นคง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ การยกระดับกลไกบริหาร และแผนงานรูปธรรมที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล
ยกเครื่องกลไก กรอ. สู่สภาบริหารเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่
เวทีการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ปิดฉากลงด้วยหมุดหมายสำคัญระดับชาติ เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนเห็นพ้องร่วมกันในการประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางสู่สถานะประเทศรายได้สูงอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้วางอยู่บนพื้นฐานของการประสานแนวทางร่วมกับธนาคารโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ตลอดจนการรับไม้ต่อในฐานะประธานอาเซียนในปี 2571 รัฐบาลยืนยันว่าการขยับตัวครั้งนี้คือการก้าวข้ามสู่พื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะสร้างเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างคือการเปลี่ยนสถานะของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. จากเดิมที่เป็นเพียงองค์กรให้คำปรึกษา ให้กลายมาเป็นสภาขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด กลไกใหม่นี้จะทำหน้าที่ผลักดันการปฏิรูปเชิงนโยบายและกฎระเบียบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามกรอบข้อเสนอแนะของธนาคารโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและวัดผลได้จริง การปรับบทบาทดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการทลายข้อจำกัดของระบบราชการเดิมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงแนวทางการเปลี่ยนผ่านระดับชาติอย่างชัดเจนว่า “เป้าหมายต้องชัดเจน และเราต่างเห็นตรงกันอย่างสมบูรณ์ว่า ประเทศไทยต้องก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง สูตรที่ธนาคารโลกนำเสนอสอดคล้องโดยตรงกับสิ่งที่ผู้นำภาคธุรกิจของเราได้วางกรอบไว้ นโยบายการเติบโตที่นำโดยการลงทุน ความมุ่งมั่นที่มีภาคเอกชนเป็นศูนย์กลาง และการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ภาครัฐและภาคธุรกิจกำลังร่วมกันขับเคลื่อนในขณะนี้ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ทั้ง 7 สาขาเป็นผู้เล่นกองหน้าในสนาม รัฐบาลทำหน้าที่เป็นทั้งโค้ชและกองกลางที่คอยบัญชาการ ทั้งการกระตุ้นการลงทุน ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพ SMEs ปลดล็อกข้อติดขัดทางกฎระเบียบ และพัฒนาทุนมนุษย์
ขณะที่เสถียรภาพทางการคลังและการเงินทำหน้าที่เป็นปราการแนวรับอันแข็งแกร่ง” พร้อมย้ำเสริมว่า “เราจะไม่เป็นประเทศไทยในรูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไป เราจะเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนวาระระดับโลก ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ เสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชน และสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ในอีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน เราจะร่วมกำหนดวาระระยะยาวแบบต่อเนื่องหลายปีเพื่อสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น หากโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนรูปแบบใหม่นี้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถพลิกโฉมประเทศไทยได้อย่างแน่นอน”

สมุดปกขาว กกร. กับยุทธศาสตร์ 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การผนึกกำลังของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. มีบทบาทอย่างยิ่งในการชี้ทิศทางเศรษฐกิจยุคถัดไป ผ่านการวิเคราะห์ความท้าทายหลัก 3 ประการที่ประเทศกำลังเผชิญ ได้แก่ ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความท้าทายด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน และความท้าทายด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ข้อจำกัดเหล่านี้กดดันให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและนำเสนอทางออกที่เป็นระบบ จึงนำมาสู่การจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายหรือสมุดปกขาว (White Paper) เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการฟื้นฟูและสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การวางแผนดังกล่าวช่วยกำหนดทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามารองรับความผันผวน
เนื้อหาสำคัญในสมุดปกขาวคือการระบุและขับเคลื่อน “7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ แนวทางนี้เน้นการสร้างความมั่นคงในหลายมิติที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และการสนับสนุนการเติบโตในรูปแบบคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับกระแสโลก ภาคเอกชนมองว่าการมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจ เปิดทางให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง และยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้สามารถเชื่อมต่อกับตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวยืนยันถึงความพร้อมของภาคธุรกิจในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ว่า “จาก 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความท้าทายเชิงความสามารถในการแข่งขัน และความท้าทายในมุมของประสิทธิภาพของภาครัฐ นำไปสู่การจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) ที่กำหนด 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในครั้งนี้ รัฐบาลได้นำเสนอกรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรากฐานมาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ ทั้งในด้านอาหาร พลังงาน หรือการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ เรากำลังประกาศให้โลกรับรู้ว่าเราผ่านพ้นขั้นตอนการวางแผนและเห็นพ้องร่วมกันแล้ว ตอนนี้เราพร้อมเดินหน้าสู่การปฏิบัติจริงอย่างเต็มกำลัง” ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณยืนยันความพร้อมของทุกภาคส่วน
เชื่อมโยงห่วงโซ่อาเซียนและเร่งรัดมาตรฐาน OECD ภายในปี 2571
ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเกราะกำบังด้วยการบูรณาการทางเศรษฐกิจเข้ากับภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคนอย่างใกล้ชิด ภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นทั้งห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุปสงค์ที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การประสานประโยชน์ทางการค้าร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าในระดับโลก เสริมสร้างความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนรักษาฐานการผลิตและตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าไทยเอาไว้อย่างมั่นคง
ขณะเดียวกัน แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติยังผูกโยงเข้ากับเป้าหมายสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571 กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรชั้นนำนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงโครงสร้างในการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบปฏิบัติภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับธรรมาภิบาลในองค์กรธุรกิจ การส่งเสริมความโปร่งใสในภาครัฐ และการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูงจากทั่วโลก
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวเข้าสู่กติกาการค้าระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับเป้าหมายของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งเชิงโครงสร้างในการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ ธรรมาภิบาลองค์กร ความโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลชั้นนำ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างยั่งยืน การยึดโยงเศรษฐกิจไทยไว้กับตลาดอาเซียนควบคู่ไปกับการยกระดับสู่มาตรฐาน OECD จึงเปรียบเสมือนสองเสาหลักที่จะค้ำจุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก
ยุติยุครับจ้างผลิต มุ่งสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและแบรนด์ไทย
โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่พึ่งพาการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตหรือ OEM กำลังเผชิญทางตันจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์จากการพึ่งพาแรงงานราคาถูกไปสู่การแข่งขันด้วยผลิตภาพระดับสูง การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในสายการผลิต ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางการค้ายุคใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัด
เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ การขยายตัวของภาคการผลิตจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โซลูชันระบบอัตโนมัติ และบริการด้านสุขภาพครบวงจร ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงและไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างตราสินค้าของตนเองและเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับผลตอบแทนในห่วงโซ่คุณค่าโลกได้อย่างแท้จริง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้มุมมองต่อการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างการผลิตว่า ประเทศไทยต้องสร้างแบรนด์ของตนเองและไม่สามารถเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตของโลกได้อีกต่อไป พร้อมเรียกร้องให้หลุดพ้นจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงาน ไปสู่การแข่งขันด้วยผลิตภาพระดับสูง ระบบอัตโนมัติ AI และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสนับสนุนให้ขยายอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และบริการด้านสุขภาพ พร้อมทั้งผลักดันกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เอื้อต่อสินค้าและผู้ประกอบการไทยอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างแต้มต่อและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในประเทศเติบโตอย่างมั่นคง
พิมพ์เขียวธนาคารโลกสู่เวทีการเงินระดับโลก IMF-World Bank 2026
สายตาของแวดวงการเงินและการลงทุนจากทั่วโลกกำลังจับจ้องมายังกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ การประชุมระดับพหุภาคีครั้งนี้นับเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่หาได้ยาก ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยได้นำเสนอความพร้อม แผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจต่อผู้นำองค์กรการเงินและนักลงทุนระดับโลก การเป็นเจ้าภาพจึงเป็นทั้งการทดสอบศักยภาพและเวทีประกาศความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารโลกได้จัดทำชุดข้อเสนอแนะการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อให้ประเทศไทยนำไปปรับใช้สู่การบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 แนวทางนี้เน้นย้ำถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงและผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่คนรุ่นใหม่ ผ่านการสนับสนุนให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อน ข้อเสนอนี้ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับทักษะแรงงาน การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการเปิดเสรีภาคบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในภาพรวม
นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวสนับสนุนบทบาทของภาคเอกชนและแผนปฏิรูปประเทศว่า “ธนาคารโลกได้นำเสนอชุดข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ไทยสามารถนำไปปรับใช้เพื่อก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่เพิ่มขึ้นและมอบผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต แผนงานนี้ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนเป็นศูนย์กลางโดยเจตนา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าภาคเอกชนคือเครื่องยนต์หลักในการสร้างงาน แผนการปฏิรูปนี้มีความหลากหลายและครอบคลุมในหลายมิติ จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบในระดับชาติ และที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นยืนหยัดในการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” การขับเคลื่อนอย่างจริงจังตามคำแนะนำนี้จึงเป็นบันไดขั้นสำคัญของประเทศ
ฉันทามติขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่เพื่อความยั่งยืนของอาเซียน
ผลลัพธ์จากการหารือในเวที Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เปลี่ยนบทสนทนาทางนโยบายให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติการร่วมกันในระดับสถาบัน ความร่วมมือสามประสานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงฉันทามติอันเหนียวแน่นในการนำพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การประสานพลังเช่นนี้จะช่วยให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุดหยุดลงตามวาระทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวแก่นักลงทุน
การก้าวข้ามสู่ขอบฟ้าใหม่ทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกระดับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางรากฐานการเติบโตที่ครอบคลุมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์ และการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นสูง รากฐานเหล่านี้จะช่วยให้สังคมไทยสามารถรองรับแรงกระแทกจากวิกฤติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเดินทางของประเทศไทยนับจากนี้จึงเป็นการร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อก้าวไปสู่สถานะประเทศรายได้สูงตามเป้าหมายที่วางไว้ ความสำเร็จของโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนรูปแบบใหม่นี้ ไม่เพียงแต่จะพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประชาคมอาเซียนในภาพรวม การยืนหยัดเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่น จะทำให้ไทยพร้อมก้าวสู่เวทีโลกในฐานะผู้ร่วมกำหนดวาระแห่งอนาคตอย่างแท้จริง
#BangkokBusinessSummit2026 #เศรษฐกิจไทย #กรอ #กกร #ธนาคารโลก #IMFWorldBank2026 #OECD #การลงทุน #อาเซียน

