บนเวทีเสวนาสาธารณะหัวข้อ “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และสื่อสารมวลชน ได้ร่วมฉายภาพการขยับตัวครั้งสำคัญของพญามังกร ทั้งในมิติกำลังการผลิตยุคใหม่ (New Productive Forces) ยุทธการชิงระเบียบโลกผ่าน 7 สมรภูมิ ตลอดจนทิศทางนโยบายการทูตที่ไทยต้องปรับตัวให้ทันในยุคที่ความสัมพันธ์ก้าวสู่ทศวรรษที่ 6
‘High-Quality Productive Force’ หัวใจเศรษฐกิจใหม่ จีนคุมต้นน้ำชนวอลล์สตรีท
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศจีนยุคปัจจุบันที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือแนวคิด High-Quality Productive Force (กำลังการผลิตคุณภาพใหม่) ซึ่งดัดแปลงมาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเน้นการผสานพลังระหว่าง “คน” และ “เทคโนโลยีขั้นสูง” เข้าสู่อุตสาหกรรมจริง
-
ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี: จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิต แต่ก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถไฟความเร็วสูงที่มีระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร หรือคิดเป็น 60-70% ของโครงข่ายทั่วโลก, พลังงานสะอาดทั้งโซลาร์เซลล์และกังหันลม, รวมถึง Embodied AI หรือการนำปัญญาประดิษฐ์ใส่เข้ากับฮาร์ดแวร์และหุ่นยนต์
-
สิทธิบัตรเทคโนโลยีแซงหน้า: ปัจจุบันจีนครองตำแหน่งผู้นำการจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei ที่มีสิทธิบัตรทั้งที่อนุมัติแล้วและรออนุมัติเกือบ 300,000 รายการ สามารถสร้างรายได้จากการขายสิทธิบัตรเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง Qualcomm ยังต้องจัดซื้อสิทธิบัตรจากจีน
-
จุดตัดเศรษฐกิจสองขั้ว (Production-based vs Finance-based):
-
สหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วย Finance-based และ Service-based Economy อิงกับตลาดทุนวอลล์สตรีท หุ้นเทคโนโลยีมีมูลค่าตลาดมหาศาล (เช่น Nvidia เพียงบริษัทเดียวมีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า GDP ไทยราว 10 เท่า)
-
จีน ยืนหยัดด้วย Production-based Economy (ภาคการผลิตและ Real Sector) ร่วมกับ Resource-based Economy โดยคุมห่วงโซ่ต้นน้ำและแร่หายาก (Rare Earth) ทั่วโลก
-
-
โอเพนซอร์สยึดตลาดกำลังพัฒนา: แพลตฟอร์ม AI และโมเดลของจีนเน้นแนวทาง Open Source และ Open Weight ที่เข้าถึงได้ฟรีหรือมีต้นทุนต่ำ แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่เป็น Closed Source โมเดลนี้ทำให้จีนขยายอิทธิพลเข้าสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใน Global South ได้อย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.สมภพ สรุปภาพลักษณ์จีนยุคใหม่ผ่าน 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ได้แก่ Innovation (นวัตกรรมก้าวกระโดด), Common Prosperity (ความมั่งคั่งร่วมกัน ไม่รวยกระจุกจนกระจาย) และการยึดระบบ พหุภาคี (Multilateralism) ลดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยมีกรอบความร่วมมือ 4 ด้าน (Global Initiatives) คอยขับเคลื่อน
ก้าวสู่ Cold War 2.0 ส่อง 7 สมรภูมิชิงอำนาจโลก
รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังเข้าสู่ สงครามเย็นครั้งที่ 2 (Cold War 2.0) ซึ่งไม่ใช่สงครามปะทะกันตรงๆ แต่เป็นการช่วงชิงระเบียบโลกใหม่ระหว่าง 3 ขั้วอำนาจหลัก ได้แก่ Global North (สหรัฐฯ ยุโรป และพันธมิตร), Global South (จีน รัสเซีย อินเดีย และกลุ่ม BRICS/ตลาดเกิดใหม่) และขั้ว Pax Islamica ที่ทั้งสองฝ่ายพยายามดึงดูดมาเป็นพวก
การช่วงชิงอำนาจครั้งนี้กระจายตัวอยู่ใน 7 สมรภูมิหลัก:
-
Supply Chain & Trade War: สงครามห่วงโซ่อุปทานและกำแพงภาษี
-
Strategic Chokepoints: จุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ทางทะเล เช่น ช่องแคบมะละกา, ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบบับเอลมันเดบ
-
De-dollarization: ความพยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังสหรัฐฯ ก่อหนี้สาธารณะพุ่งสูงและใช้เครื่องมือการเงินเป็นอาวุธคว่ำบาตร
-
Information & Cyberspace: สงครามข่าวสาร ข้อมูล และการควบคุมโครงข่ายดาวเทียม
-
Soft Power & Diplomacy: การขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบหลายทิศทาง
-
Hybrid & Unconventional Warfare: สงครามพันทาง การแทรกแซงทางการเมืองและสงครามลับ
-
Military Conflict: การสะสมพลังจนปะทุเป็นการปะทะจริงในพื้นที่ขัดแย้ง

รศ.ดร.ปิติ ระบุเพิ่มเติมว่า สมรภูมิเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่บนบกหรือผิวน้ำ แต่ขยายไปถึง ใต้ทะเลลึก ผ่านเครือข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Digital Silk Road), น่านฟ้าต่ำ ผ่าน Low Altitude Economy และอากาศยาน C919 ไปจนถึง นอกโลก อย่างการแย่งชิงทรัพยากรน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งภารกิจยานฉางเอ๋อ-7 ของจีนมีอุปกรณ์ทดลองของไทยติดตั้งไปด้วย
สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.ปิติ เสนอว่า ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากเดิมที่เคยเน้นการหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง (Alignment Avoidance) ไปสู่ Omnidirectional Alignment หรือการสร้างดุลอำนาจแบบหลายทิศทางอย่างมียุทธศาสตร์
ความสัมพันธ์ไทย-จีนปีที่ 51: ก้าวข้ามคำว่า ‘พี่น้อง’ สู่ ‘หุ้นส่วนที่เท่าเทียม’
นายกวี จงกิจถาวร คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และอดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ ระบุว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 จะไม่เหมือน 50 ปีที่ผ่านมา วาทกรรมดั้งเดิมอย่าง “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) จะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น “หุ้นส่วนที่เท่าเทียม” (Equal Partnership)
-
เข้าใจพลวัตสังคมจีนแท้จริง: จีนในปัจจุบันวิ่งเร็วราวกับ “หนูถีบจักร” สังคมเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพสูง คนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่แบกรับภาระที่อยู่อาศัย สื่อและสังคมไทยต้องเข้าใจจีนในแบบที่จีนเป็นจริง ไม่ใช่มองผ่านภาพจำเก่าๆ
-
ไทยในฐานะสมรภูมิข่าวสาร: สื่อมวลชนไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะมุมมองและการรายงานข่าวจากไทยมีอิทธิพลต่อการรับรู้ (Perception) ของประชาคมอาเซียนต่อจีน หากภาพลักษณ์ด้านลบถูกขยาย ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งสองฝ่าย
-
จุดยืนเทคโนโลยีของไทย: ในประเด็นสงครามเทคโนโลยีระหว่างขั้วตะวันตกและจีน ไทยถูกมองว่ามีจุดยืนแบบ “ไม่เลือกข้าง แต่เลือกเอาทั้งสองข้าง” เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทั้งสองมหาอำนาจ

แนวทางรับมือทางเทคโนโลยีและดิจิทัลสำหรับไทย
ในช่วงถาม-ตอบ วิทยากรได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างสำหรับการเตรียมความพร้อมของไทยในสมรภูมิดิจิทัลและแพลตฟอร์มข้ามชาติ:
-
ด้าน Hardware: เฝ้าระวังปัญหา Vendor Lock-in เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและ 5G ของไทยพึ่งพาระบบของ Huawei เป็นแกนหลัก ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลเพื่อเตรียมรับการขยับสู่ 5.5G และ 6G ในอนาคต
-
ด้าน Software & Content: ปรับบทบาทจากผู้ซื้อ (Buyer/Consumer) สู่การเป็น ผู้ร่วมสร้างสรรค์ (Co-creator) ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์และคอนเทนต์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับสากลอย่างมีอำนาจต่อรองด้านรายได้และลิขสิทธิ์
-
ด้าน People-ware: ยกระดับทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ของประชาชน เพื่อแยกแยะข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข่าวปลอม และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในยุคที่สงครามข่าวสารเข้มข้น

