ย่อยน้ำนม ทุกหยดให้เป็นทองคำ! เปิดสูตรกู้คืนมูลค่าอุตสาหกรรมนมไทย

ย่อยน้ำนม ทุกหยดให้เป็นทองคำ! เปิดสูตรกู้คืนมูลค่าอุตสาหกรรมนมไทย
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 16 นาที

โรงงานแปรรูปนมไทยเร่งปรับตัวสู่ยุค Bio-Circular-Green หลังพบกระบวนการผลิตรูปแบบเดิมสูญเสียมูลค่าสูงถึงร้อยละสิบ พร้อมนำเทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบขั้นสูงช่วยกู้คืนวัตถุดิบและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปนับเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานเพื่อสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการวางยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ส่งออกอาหารแปรรูปรายใหญ่ของโลก โดยมีอุตสาหกรรมนมเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่มีศักยภาพการผลิตน้ำนมดิบได้สูงถึง 2,800 ตันต่อวัน และมีปริมาณผลผลิตรวมต่อปีสูงถึง 1.32 ล้านเมตริกตัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขกำลังการผลิตที่มหาศาลนี้ กลับพบปัญหาความไร้ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตที่กลายมาเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการ

เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างความสูญเสียในระดับภูมิภาค ข้อมูลระบุว่าอัตราการสูญเสียอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงหลังการเก็บเกี่ยวไปจนถึงขั้นตอนการกระจายสินค้ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งหากอุตสาหกรรมนมของไทยสามารถยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นเพียงร้อยละ 2 ถึง 3 จะช่วยประหยัดต้นทุนและดึงมูลค่าเศรษฐกิจกลับคืนมาได้คิดเป็นมูลค่าหลายล้านบาท ทว่าในความเป็นจริง อัตราการผลิตที่สูงขึ้นโดยปราศจากการควบคุมที่เข้มงวด มักจะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ในหลายจุดตลอดวงจรการผลิต

สำหรับโรงงานแปรรูปนมที่ยังคงพึ่งพาระบบการผลิตแบบดั้งเดิม มักประสบปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดักจับส่วนประกอบอันมีค่า เช่น ส่วนของแข็งในนม (Milk Solids) และครีม (Cream) ปล่อยให้ส่วนประกอบเหล่านั้นหลุดรอดไปพร้อมกับกระบวนการปล่อยของเสีย จนส่งผลให้มูลค่าของน้ำนมดิบสูญหายไปสูงถึงร้อยละ 5 ถึง 10 ความสูญเสียดังกล่าวนอกจากจะตัดทอนกำไรสุทธิของผู้ประกอบการโดยตรงแล้ว ยังสร้างภาระหนักเกินขีดความสามารถให้กับระบบบำบัดน้ำเสีย และกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น

เจาะลึกต้นทุนแฝงจากข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและแรงกดดันพลังงาน

ช่องว่างด้านประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการสูญเสียวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจผ่านต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 40 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าของไทยจัดอยู่ในระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นตัวลดทอนความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันในตลาดระดับสากล

สถานการณ์ความไร้ประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมยังขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศไทย ที่มุ่งลดการสูญเสียพลังงานลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ท่ามกลางการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจแบบ Bio-Circular-Green (BCG) ที่พยายามเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ของเสีย” ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า การบริหารจัดการกระบวนการผลิตนมยุคใหม่จึงต้องปรับเปลี่ยนจากการจัดเก็บเพื่อทิ้ง มาเป็นการสกัดเอาผลผลิตเพิ่มเติม (By-product) กลับคืนมา

“เมื่อเจาะลึกไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมนม โรงงานแปรรูปที่ยังคงใช้ระบบการผลิตแบบเก่ามักขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ส่วนประกอบอันมีค่า เช่น Milk Solids และ Cream หลุดรอดไปกับกระบวนการปล่อยของเสีย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย” — กมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand

การปรับเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดการส่วนเหลือต่าง ๆ จากกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเวย์ (Whey) ไขมันนมที่กู้คืนมาได้ หรือกากของแข็งที่เหลือจากการแยกและกรอง ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูงหากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นภาระในระบบบำบัดน้ำเสีย ส่วนประกอบเหล่านี้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนและแปรรูปใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย่อยน้ำนม ทุกหยดให้เป็นทองคำ! เปิดสูตรกู้คืนมูลค่าอุตสาหกรรมนมไทย
ย่อยน้ำนม ทุกหยดให้เป็นทองคำ! เปิดสูตรกู้คืนมูลค่าอุตสาหกรรมนมไทย

พลิกเกมธุรกิจด้วยเทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบขั้นสูงจากต้นน้ำ

การแก้ปัญหาความสูญเสียในอุตสาหกรรมนมอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการตั้งรับในการจัดการของเสียที่ปลายน้ำ มาเป็นการป้องกันการเกิดของเสียตั้งแต่กระบวนการ “ต้นน้ำ” การแยกส่วนของแข็งและวัตถุดิบที่มีค่าออกตั้งแต่ช่วงแรกของสายการผลิต ไม่เพียงช่วยลดภาระการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง และช่วยให้โรงงานสามารถปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเคร่งครัด ลดความเสี่ยงจากการถูกลงโทษทางกฎหมาย

หัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตคือการนำเทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบ (Separation) ขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง (High-Speed Centrifuge) ที่เข้ามาช่วยแยกส่วนประกอบของของเหลวตามระดับความหนาแน่นได้อย่างแม่นยำ ศักยภาพของนวัตกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถสกัดกู้คืนวัตถุดิบอันมีค่า ทั้งไขมัน โปรตีน และเวย์ ก่อนที่จะไหลทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำ

การนำเทคโนโลยีปั่นเหวี่ยงความเร็วสูงมาติดตั้งในสายการผลิต ช่วยมอบประโยชน์หลัก 3 ประการให้แก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ การกู้คืนมูลค่าผลิตภัณฑ์เพื่อนำกลับมาสร้างรายได้ใหม่ การยกระดับประสิทธิภาพพลังงานด้วยการประมวลผลปริมาณมหาศาลอย่างรวดเร็วโดยใช้พลังงานต่อหน่วยลดลง และการสร้างความเสถียรในการดำเนินงานผ่านระบบตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring) ที่ช่วยให้ผู้ควบคุมสามารถรักษาคุณภาพการผลิตและลดเวลาการหยุดทำงานของเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กระบวนการแปรรูปที่ขาดประสิทธิภาพอาจส่งผลให้มูลค่าของน้ำนมดิบสูญหายไปถึง 5-10% นอกเหนือจากผลกระทบทางการเงินโดยตรงที่รุนแรงแล้ว ความไร้ประสิทธิภาพยังสร้างภาระหนักจนถึงขีดสูงที่ระบบบำบัดน้ำเสียจะรับไหว และเป็นการเพิ่มภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น” — กมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand

ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของนมไทย

การปรับประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยในระดับสากล ช่วยให้โรงงานแปรรูปอาหารและนมสามารถเปลี่ยนผ่านจากการแยกสารขั้นพื้นฐานไปสู่ระบบการกู้คืนมูลค่าเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ การผสานรวมเทคโนโลยีเข้ากับระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการด้วยข้อมูล (Data-driven Management) ยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำและการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

แนวโน้มความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมนมของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 7 ต่อปี ไปจนถึงปี 2573 แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความเข้มงวดในการควบคุมต้นทุน การปฏิบัติตามเกณฑ์ความยั่งยืน และการเพิ่มผลิตผลให้ทันต่อความต้องการของตลาด ทำให้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจในอนาคตได้อีกต่อไป

“ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘ครัวของโลก’ มาอย่างยาวนาน ทว่าการจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้นนั้น หัวใจสำคัญคือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพ แม้เส้นทางดังกล่าวจะเต็มไปด้วยโจทย์ที่ท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามหาศาล ทั้งในแง่การบริหารต้นทุน การเพิ่มผลิตผล และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเหนือชั้น” — กมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand

ทางเลือกในการปรับใช้นวัตกรรมการแยกสารขั้นสูงจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมนมไทย การเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นวัตถุดิบมีมูลค่า และการลดใช้พลังงานในสายการผลิต ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังเป็นอาวุธสำคัญที่จะกำหนดชัยชนะและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทยบนเวทีการค้าโลก

#อุตสาหกรรมนม #BCGEconomy #Flottweg #แปรรูปนม #นวัตกรรมอาหาร #เทคโนโลยีการแยกสาร #เศรษฐกิจหมุนเวียน #อุตสาหกรรมเกษตร

Related Posts