ยูโอบี ชี้คลื่นลงทุนเอไอพุ่งแรง ขยายสู่โครงสร้างพื้นฐาน แนะลุยหุ้น

ยูโอบี ชี้คลื่นลงทุนเอไอพุ่งแรง ขยายสู่โครงสร้างพื้นฐาน แนะลุยหุ้น
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 15 นาที

การปฏิวัติของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังก้าวข้ามขอบเขตของการพัฒนาโมเดลซอฟต์แวร์และชิปประมวลผล เข้าสู่ยุคของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาคอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวและการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ชี้ทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี 2569 พร้อมเปิดกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบยืดหยุ่นเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัยเมื่อเอไอรุกคืบสู่โครงสร้างพื้นฐานกายภาพ

การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากระยะแรกที่มุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาด้วย Generative AI ไปสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผน ดำเนินงานให้เสร็จสิ้น เชื่อมต่อระบบซอฟต์แวร์ ดึงข้อมูล ตรวจจับปัญหา และดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติ วิวัฒนาการดังกล่าวทำให้ความต้องการทรัพยากรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแข่งขันของผู้พัฒนาโมเดลหรือผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อีกต่อไป แต่ขยายตัวอย่างมหาศาลไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่รองรับการประมวลผล

ระบบนิเวศของ Agentic AI ผลักดันให้เกิดความต้องการศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ยุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง เครือข่ายการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง ชิปหน่วยความจำ ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และคลาวด์ นอกจากนี้ กำลังการประมวลผลที่มหาศาลยังทำให้ความมั่นคงด้านพลังงาน การผลิตไฟฟ้า และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการขยายตัวของเทคโนโลยี

นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “AI ไม่ได้อยู่แค่ในโลกของซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่กำลังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในโลกจริงมากขึ้น บทต่อไปของ AI จะไม่ได้ตัดสินกันที่กำลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว การจ่ายไฟ การเคลื่อนย้ายข้อมูล และการจัดการความร้อนมีความสำคัญไม่แพ้กัน พลังประมวลผลที่สูงขึ้นต้องมีระบบไฟฟ้าที่รองรับ และนี่กำลังเปลี่ยนจุดที่นักลงทุนควรมองหาธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI”

ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ เงินเฟ้อทรงตัวและทิศทางอัตราดอกเบี้ย

การประเมินภาพรวมเศรษฐกิจของธนาคารยูโอบีระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 1.7% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ แม้ว่าเริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างของการเติบโตระหว่างภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ชัดเจนขึ้นก็ตาม

ในมิติด้านราคา คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 3.5% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่อเนื่องจากราคาพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงตัวในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงปี 2570

แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ยาวนานส่งผลให้ยูโอบีปรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ โดยปรับลด Duration หรืออายุเฉลี่ยที่เหมาะสมของตราสารหนี้จาก 5–7 ปี ลงมาอยู่ที่ 4–5 ปี เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังคงแนะนำให้คงสถานะตราสารหนี้คุณภาพสูงระดับ Investment Grade เอาไว้ เพื่อเป็นแกนหลักในการสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกจาก Just in Time สู่ Just in Case

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และความต้องการความมั่นคงทางพลังงาน ได้กระตุ้นให้เกิดแนวคิด Strategic Reindustrialisation หรือการฟื้นฟูกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดดั้งเดิมที่เน้นประสิทธิภาพต้นทุนต่ำอย่าง “Just in Time” ไปสู่ “Just in Case” ที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคง

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้เปิดรอบวัฏจักรการลงทุนระยะยาวหลายปี ทั้งในโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบไฟฟ้า การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด วัตถุดิบต้นน้ำที่มีความสำคัญ และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับชาติ สิ่งเหล่านี้ทำให้รายจ่ายฝ่ายทุนที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุน กลายเป็นการลงทุนที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก

บริบทการค้าและการผลิตที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องมองหาโอกาสจากบริษัทที่มีคุณภาพและมีความสามารถในการปรับตัว การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นเสาหลักที่จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางความแตกแยกของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กลยุทธ์ Barbell รับมือความแตกต่างของตลาดหุ้นจีน

ในฟากฝั่งของเศรษฐกิจจีน ยูโอบีประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ราว 4.6% โดยมีภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อน ทว่าทิศทางของตลาดทุนจีนกำลังเกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่หรือ A-shares และตลาดหุ้นจีนนอกแผ่นดินใหญ่หรือ H-shares

หุ้นกลุ่ม A-shares ได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลจีนที่มุ่งเน้นการผลิตขั้นสูง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และแนวคิด New Quality Productive Forces ในขณะที่หุ้นกลุ่ม H-shares มีสัดส่วนของกลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและการใช้จ่ายงบลงทุนระดับสูง

ยูโอบีจึงแนะนำการจัดพอร์ตหุ้นจีนด้วยกลยุทธ์ Barbell โดยการกระจายน้ำหนักการลงทุนแบบถ่วงดุล ผสมผสานระหว่างบริษัทที่สอดรับกับนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมของภาครัฐในจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ากับหุ้นนอกแผ่นดินใหญ่ที่มีระดับมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจและมีแนวโน้มการฟื้นตัวของผลกำไร

กลยุทธ์จัดพอร์ต Resilience over Perfection ในครึ่งหลังปี 2569

สำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยูโอบีให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ระดับ Overweight โดยมุ่งเน้นตลาดสหรัฐฯ ที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และตลาดเอเชียเกิดใหม่ที่การฟื้นตัวของผลกำไรกำลังแผ่ขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ขณะที่สินทรัพย์ตราสารหนี้ให้น้ำหนักที่ระดับ Neutral เน้นกลุ่ม Investment Grade

ในส่วนของทองคำ ยูโอบีคงมุมมองที่ระดับ Neutral แม้ระยะสั้นจะมีความผันผวนตามทิศทางดอลลาร์สหรัฐและอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยเชิงกลยุทธ์ โดยให้เป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และขยับขึ้นสู่ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสแรกของปี 2570

นายเอเบิล ลิม อธิบายถึงแนวคิดหัวใจหลักว่า “วัฏจักรการลงทุนรอบก่อนเกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนเงินทุนต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และการค้าโลกที่มีข้อจำกัดค่อนข้างน้อย แต่เงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนไปแล้ว โลกที่ซับซ้อนขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้นักลงทุนอยู่ข้างสนาม แนวคิดของเราคือ Resilience over Perfection นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจับจังหวะตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่ควรมีพอร์ตที่สามารถสร้างโอกาสจากการเติบโตระยะยาว

ขณะเดียวกันก็รับมือกับความผันผวนได้ นั่นหมายถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เน้นสินทรัพย์คุณภาพ และเลือกอย่างมีวินัยว่าจะรับความเสี่ยงตรงไหน ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักอยากรอให้ภาพชัดเจนก่อน แต่ตลาดแทบไม่เคยให้ความแน่นอนก่อนที่จะให้โอกาส สิ่งสำคัญคือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงอย่างมีเป้าหมาย และใช้ความผันผวนเป็นจังหวะสะสมสินทรัพย์คุณภาพ เพราะความแข็งแกร่งของพอร์ตสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์ให้ถูกทุกครั้ง”

#UOB #เศรษฐกิจโลก #การลงทุน #AI #AgenticAI #DataCenter #ตลาดหุ้นสหรัฐ #ตลาดหุ้นจีน #จัดพอร์ตลงทุน #ดอกเบี้ยเฟด #ทองคำ

Related Posts