วงเสวนาใหญ่ “Corruption Disruptors” จุดประกายใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปฏิวัติการต่อสู้กับปัญหา คอร์รัปชัน ในประเทศไทย ชูประเด็นการสร้างความโปร่งใสในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและหน่วยงานชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วมถอดบทเรียน หวังสร้างสังคมต้านทุจริตที่ทุกคนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้จริงผ่านพลังของเทคโนโลยี
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ปัญหา คอร์รัปชัน ยังคงเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำลายความเท่าเทียมในการแข่งขันทางธุรกิจ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการแก้ไข แต่รูปแบบการทุจริตที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้น ทำให้เครื่องมือแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกมิติ การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จึงกลายเป็นความหวังใหม่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ล่าสุด ได้มีการจัดงานเสวนาครั้งยิ่งใหญ่ในหัวข้อ “Corruption Disruptors : Empowering AI to Fight Corruption พลัง AI พลิกโฉมการต้านคอร์รัปชัน” ซึ่งเปรียบเสมือนเวทีแห่งการจุดประกายความคิดและระดมสมองครั้งสำคัญของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแสวงหามุมมองใหม่ๆ ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ
งานเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมบุคลากรชั้นนำจากหลากหลายแวดวง ทั้งข้าราชการระดับสูง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและส่งเสริมค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรมในทุกระดับชั้นของสังคม ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ที่จะต้องร่วมมือกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างแข็งขัน
AI: อาวุธใหม่ในสงครามต้าน คอร์รัปชัน
หัวใจหลักของการเสวนาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการเข้ามาปฏิวัติกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม การนำ AI มาใช้ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ อาทิ:
- การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis): AI สามารถประมวลผลข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมหาศาลย้อนหลังหลายปี เพื่อค้นหารูปแบบความผิดปกติ (Anomaly Detection) ที่มนุษย์อาจมองข้ามไป เช่น การเสนอราคาที่ใกล้เคียงกันจนน่าสงสัยในหลายโครงการ, บริษัทที่ชนะการประมูลบ่อยครั้งอย่างผิดสังเกต หรือการกำหนดคุณสมบัติ (TOR) ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ
- การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (Network Analysis): เทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและนิติบุคคล เพื่อเปิดโปงเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซ่อนอยู่ เช่น การตรวจสอบกรรมการบริษัทที่ชนะการประมูลว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองหรือไม่
- การคาดการณ์ความเสี่ยง (Predictive Analytics): จากข้อมูลในอดีต AI สามารถสร้างแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ล่วงหน้าได้ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบสามารถจัดลำดับความสำคัญและพุ่งเป้าไปยังโครงการที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: การพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ AI ช่วยย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนของภาครัฐให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น Dashboard หรือ Infographic จะช่วยให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างกว้างขวางและมีข้อมูลสนับสนุนมากยิ่งขึ้น
การปรับใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดกั้นการทุจริตได้อย่างทันท่วงที แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันในระยะยาว ทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำการทุจริตต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการถูกตรวจสอบพบได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ถอดบทเรียนจากเวทีโลกและกรณีศึกษาจริง
ความน่าสนใจของงานเสวนา “Corruption Disruptors” อยู่ที่การรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ
Keynote ระดับโลก จาก Ms.Elodie Beth Seo, Senior Manager in the OECD Anti-corruption division ซึ่งได้มาเปิดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวโน้มการทุจริตในยุคดิจิทัลและความท้าทายใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ AI พร้อมทั้งถอดบทเรียนสำคัญจากนานาประเทศว่าปัจจัยใดที่ทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาครัฐประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
ขณะที่ช่วง Panel เจาะลึก ได้นำเสนอกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ นำโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตในไทย, รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) ผู้คร่ำหวอดในแวดวงวิชาการด้านธรรมาภิบาล
และอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตามองคือตัวแทนจาก Komisi Pemberantasan Korupsi (KPK) หรือคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลถึงประสิทธิภาพในการทำงาน โดย Ms.LAMINI, Senior Anti-Corruption Analyst at the Directorate of Information Management ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ตรงในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับคอร์รัปชันในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าสำหรับประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีมุมมองจากภาคเอกชน โดย คุณพันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร Risk Partner, PwC Thailand ที่มาให้ความเห็นในด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กรเพื่อสร้างความโปร่งใส
“Break the Silence. Open the Data.” เปิดโปงความจริงด้วยข้อมูล
นอกเหนือจากเวทีเสวนาแล้ว ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจภายใต้แนวคิด “Break the Silence. Open the Data.” (ทำลายความเงียบ เปิดเผยข้อมูล)ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ โดยนิทรรศการได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- Unanswered Questions (คำถามคาใจที่ไร้ข้อมูล): ส่วนนี้ได้รวบรวมคำถามจากสาธารณชนเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของภาครัฐในโครงการต่างๆ รวมถึงประเด็นความไม่โปร่งใสที่สังคมยังคงกังขาและไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน เป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของภาระความรับผิดชอบในการตอบคำถาม (Accountability) ต่อสาธารณะ
- ความจริงที่มองไม่เห็นจนกว่าจะส่องให้ชัด: นำเสนอเรื่องราวและข้อมูลเชิงลึกของคดีคอร์รัปชันสำคัญในอดีตที่เคยถูกปกปิด หรือข้อมูลบางส่วนที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรับรู้มาก่อน เพื่อชี้ให้เห็นว่า “ข้อมูล” คือแสงสว่างที่จะช่วยเปิดโปงความจริงที่ซ่อนอยู่ และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม
งานเสวนาและนิทรรศการในครั้งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพูดคุยในเชิงทฤษฎี แต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการต่อสู้กับคอร์รัปชันในประเทศไทย การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทุกภาคส่วนในสังคม คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศของความโปร่งใส ปิดช่องโหว่การทุจริต และนำงบประมาณของประเทศไปใช้เพื่อการพัฒนาและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว
#ต้านคอร์รัปชัน #AIพลิกโฉมต้านโกง #CorruptionDisruptors #โปร่งใสตรวจสอบได้ #จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ #เศรษฐกิจไทย #ปราบโกง #OpenData #ACTองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

