สกพอ. เปิดเวทีรับฟังเสียงชาวปราจีนฯ ศึกษาขยายพื้นที่ อีอีซี

สกพอ. เปิดเวทีรับฟังเสียงชาวปราจีนฯ ศึกษาขยายพื้นที่ อีอีซี

สกพอ. เดินหน้าศึกษาศักยภาพ “ปราจีนบุรี” สู่พื้นที่เป้าหมายใหม่ของ อีอีซี เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคประชาสังคม สร้างการมีส่วนร่วม ย้ำชัดศึกษาครบทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนชงเรื่องเข้าบอร์ดอีอีซีและ ครม. ตัดสินใจ ด้านเครือข่ายประชาชนยื่นหนังสือสะท้อนข้อกังวล หวั่นกระทบวิถีชีวิตและทรัพยากรท้องถิ่น

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ความเคลื่อนไหวล่าสุดของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เริ่มกระบวนการศึกษาถึงความเหมาะสมและศักยภาพของจังหวัดปราจีนบุรีอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาขยายขอบเขตของพื้นที่อีอีซีในอนาคต ท่ามกลางเสียงสะท้อนและข้อกังวลจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่ง สกพอ. ได้เปิดพื้นที่รับฟังอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เป็นประธานในการประชุมและพบปะกับตัวแทนจากภาคประชาชนโดยตรง ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง และเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ บรรยากาศเป็นไปอย่างเปิดเผย โดยทางเครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อเลขาธิการ สกพอ. เพื่อสะท้อนความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีการผลักดันให้จังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

สกพอ. ย้ำเจตนารมณ์ “รับฟังทุกเสียงสะท้อน”

ดร.จุฬา สุขมานพ ได้กล่าวภายหลังการรับหนังสือและรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาชนว่า สกพอ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเสียงสะท้อนและความกังวลของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดปราจีนบุรี

“สกพอ. พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อห่วงใยจากทุกภาคส่วน การพบปะในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการการมีส่วนร่วม เราเข้าใจดีว่าการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้แน่ใจว่าการพัฒนานั้นจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและสมดุล” ดร.จุฬา กล่าวชี้แจง

เลขาธิการ สกพอ. ยังได้ตอบข้อซักถามต่างๆ เพื่อคลายความกังวลของภาคประชาชน โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น และยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกิดขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลให้รอบด้านที่สุด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไปในอนาคต

มอบ “ธรรมศาสตร์” ศึกษาครบทุกมิติ คาดแล้วเสร็จกันยายนนี้

เพื่อให้กระบวนการศึกษาเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีหลักการทางวิชาการรองรับ สกพอ. ได้มอบหมายให้ “สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ เป็นผู้ดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสมและศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี

ขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมในทุกมิติอย่างละเอียด ได้แก่:

  • การวิเคราะห์ศักยภาพและโอกาส: ประเมินความพร้อมของจังหวัดปราจีนบุรีในด้านต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน แรงงาน และความเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซีเดิม 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)
  • การประเมินความต้องการใช้ทรัพยากร: ศึกษาและคาดการณ์ความต้องการใช้ทรัพยากรที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพยากรน้ำและที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนให้ความกังวลเป็นอย่างสูง
  • การประเมินผลกระทบ: วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ (การลงทุน, การจ้างงาน, GDP) มิติทางสังคม (การเปลี่ยนแปลงชุมชน, การย้ายถิ่น, บริการสาธารณะ) และมิติทางสิ่งแวดล้อม (คุณภาพน้ำ, อากาศ, การจัดการของเสีย)

ผลการศึกษาทั้งหมดจะถูกรวบรวมและจัดทำเป็น “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เพื่อกำหนดบทบาทและทิศทางที่เหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรีในการเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยคาดว่าการศึกษาดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 นี้

เส้นทางข้างหน้า: จากผลการศึกษาสู่มติคณะรัฐมนตรี

ภายหลังจากที่สถาบันวิจัยฯ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่งมอบผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในเดือนกันยายนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการที่ สกพอ. จะนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ “บอร์ดอีอีซี” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำการพิจารณาในลำดับแรก

หากบอร์ดอีอีซีมีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว เรื่องดังกล่าวจะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาและผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในหลายระดับชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจขยายพื้นที่อีอีซีจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม และส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่น้อยที่สุด

วิเคราะห์ศักยภาพ “ปราจีนบุรี” ในฐานะจิ๊กซอว์ใหม่ของอีอีซี

จังหวัดปราจีนบุรีถูกมองว่ามีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ส่วนขยายของอีอีซี ด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่อีอีซีเดิม ทำให้การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปได้โดยง่าย นอกจากนี้ ปราจีนบุรียังมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว เช่น นิคมอุตสาหกรรม 304 และโรจนะ ซึ่งเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนต่างๆ ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะ “น้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ปราจีนบุรีเองก็เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญและมีแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรม การรักษาระบบนิเวศ และการดูแลวิถีชีวิตของคนในชุมชนจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สกพอ. และรัฐบาลต้องหาคำตอบให้ได้อย่างชัดเจน ผ่านผลการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนในครั้งนี้

การเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนของ สกพอ. ในครั้งนี้จึงนับเป็นนิมิตหมายอันดี ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่คำนึงถึงมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่ว่าจะมีการขยายพื้นที่อีอีซีมายังจังหวัดปราจีนบุรีหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอผลการศึกษาที่รอบด้านและการตัดสินใจของฝ่ายนโยบายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

#EEC #สกพอ #ปราจีนบุรี #ขยายพื้นที่EEC #เศรษฐกิจไทย #การพัฒนาที่ยั่งยืน #จุฬาสุขมานพ #การลงทุน #ผลกระทบสิ่งแวดล้อม #การมีส่วนร่วมภาคประชาชน

Related Posts