Swiss Re เผยช่องว่างคุ้มครองชีวิตในเอเชียพุ่ง 14 ล้านล้านบาท!

Swiss Re เผยช่องว่างคุ้มครองชีวิตในเอเชียพุ่ง 14 ล้านล้านบาท!

สถาบัน Swiss Re เผยผลสำรวจผู้บริโภคเอเชียครั้งล่าสุด ชี้ช่องว่างด้านความคุ้มครองสุขภาพและการเสียชีวิต (Protection Gaps) ใน 12 ตลาดสำคัญของเอเชีย พุ่งสูงถึง 390,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 14 ล้านล้านบาท สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนอย่างรุนแรง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน, ค่าครองชีพสูง และค่ารักษาพยาบาลที่ถีบตัวสูงขึ้น แม้ผู้บริโภคโดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่มีความต้องการประกันสูง แต่กลับเจออุปสรรคสำคัญด้าน “ราคาแพง” และ “ความไม่เข้าใจ” ในผลิตภัณฑ์ ผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์และปิดช่องว่างมหาศาลนี้อย่างเร่งด่วน

สิงคโปร์ – ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ, ภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น, และอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนทั่วทวีปเอเชีย รายงานฉบับล่าสุดจาก สถาบัน Swiss Re ในหัวข้อ “Asia Life & Health consumer survey 2025” ซึ่งได้ทำการสำรวจผู้บริโภคกว่า 12,000 คนใน 12 ตลาดทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย, ได้ฉายภาพความท้าทายที่น่ากังวล โดยพบว่าช่องว่างด้านความคุ้มครอง (Protection Gaps) ทั้งด้านสุขภาพและการเสียชีวิตได้ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560

ช่องว่างความคุ้มครองสุขภาพ (HPG) โตทะลุ 9.4 ล้านล้านบาท

รายงานประเมินว่า ช่องว่างด้านความคุ้มครองสุขภาพ (Health Protection Gap – HPG) ใน 12 ตลาดที่สำรวจในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 258,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9.4 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 21% จากปี 2560 ช่องว่างดังกล่าวหมายถึง ส่วนของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ครัวเรือนต้องจ่ายเองจากกระเป๋า (Out-of-pocket) และสร้างความตึงเครียดทางการเงินอย่างรุนแรง

ปัจจัยหลักที่ทำให้ช่องว่างนี้ขยายตัว มาจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น, ความต้องการบริการสุขภาพที่สูงขึ้น, และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Asia) ซึ่งรวมถึงไทย, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, จีน และเวียดนาม เป็นส่วนที่สร้างช่องว่างนี้มากที่สุดถึง 73% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 188,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากระดับการเข้าถึงประกันที่ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้ว

ที่น่ากังวลคือ แม้รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงไทยจะพยายามขยายความครอบคลุมของระบบสาธารณสุข แต่ภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะจากโรคเรื้อรัง (Chronic diseases) และ โรคร้ายแรง (Critical illness) ยังคงเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความเครียดทางการเงินให้กับครัวเรือน โดยผลสำรวจชี้ว่า โรคร้ายแรงเป็นสาเหตุของช่องว่าง HPG ถึง 50% และโรคเรื้อรังอีก 47%

ช่องว่างความคุ้มครองการเสียชีวิต (MPG) พุ่ง 35% แตะ 4.8 ล้านล้านบาท

ในขณะเดียวกันช่องว่างด้านความคุ้มครองการเสียชีวิต (Mortality Protection Gap – MPG) ซึ่งหมายถึง ส่วนต่างระหว่างเงินทุนที่จำเป็นสำหรับค้ำจุนมาตรฐานการครองชีพของครอบครัวหากหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต กับทรัพยากรทางการเงินที่มีอยู่ ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 35% จากปี 2560

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดเกิดใหม่ ทำให้ความต้องการเงินทุนทดแทนรายได้สูงขึ้นเกือบ 50% นับตั้งแต่ปี 2560 แต่การถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตกลับเติบโตไม่ทัน ส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียสร้างช่องว่าง MPG มากถึง 81% ของทั้งหมด

เจาะลึกความกังวลผู้บริโภค: “ความมั่นคงในงาน” และ “ค่าครองชีพ” นำโด่ง

ผลสำรวจได้เผยให้เห็นถึงความกังวลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค:

ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Asia): ความกังวลอันดับหนึ่งคือ “ความไม่มั่นคงในอาชีพ/การว่างงาน” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 60% เลือกเป็นความเสี่ยงหลัก

ตลาดที่พัฒนาแล้วในเอเชีย (Advanced Asia): ความกังวลอันดับหนึ่งคือ “ค่าครองชีพ” ซึ่งผู้บริโภค 45% มองว่าเป็นปัญหาหลัก

ความกังวลทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อประกัน แม้ว่าความต้องการจะมีอยู่สูงก็ตาม โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่ 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีความตั้งใจจะซื้อประกันชีวิตภายในปีหน้า ซึ่งสะท้อนถึงตลาดขนาดใหญ่ที่ยังรอการปลดล็อก

3 อุปสรรคใหญ่ฉุดรั้งการซื้อประกัน

รายงานของสวิสรีได้ระบุถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้:

ราคาแพงเกินไป (It is too expensive): เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งทั้งในตลาดเกิดใหม่ (36%) และตลาดพัฒนาแล้ว (40%)

ขาดความรู้ความเข้าใจ/ไม่รู้ว่าจะซื้อที่ไหน (Not aware of/don’t understand): เป็นอุปสรรคสำคัญอันดับสองในตลาดเกิดใหม่ (35%) โดยปัญหานี้จะเด่นชัดในกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อย (20-34 ปี)

ผลิตภัณฑ์ไม่ตรงความต้องการ/ไม่เห็นความคุ้มค่า (Irrelevant/Poor value for money): ผู้บริโภคยังคงมองว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง หรือให้ความคุ้มค่าไม่เพียงพอ

ทางออกสำหรับอุตสาหกรรมประกัน: นวัตกรรมคือคำตอบ

สถาบัน Swiss Re เน้นย้ำว่า การจะปิดช่องว่างความคุ้มครองที่ใหญ่โตนี้ได้ บริษัทประกันจำเป็นต้อง “คิดใหม่” ในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ โดยมีแนวทางที่น่าสนใจ 3 ประการจากผลสำรวจ:

ผลิตภัณฑ์แบบควบรวม (Bundled Products): ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ต้องการประกันชีวิตแบบเดี่ยวๆ อีกต่อไป โดย กว่า 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่ต้องการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตอย่างเดียว แต่ต้องการซื้อพ่วงกับความคุ้มครองสุขภาพ เช่น ค่าชดเชยค่ารักษาพยาบาล (Medical reimbursement), เงินชดเชยรายวันเมื่อนอนโรงพยาบาล (Hospital cash) และความคุ้มครองโรคร้ายแรง ซึ่งเป็นสามอันดับแรกที่ผู้บริโภคต้องการพ่วงกับประกันชีวิต

บริการเสริมเชิงป้องกัน (Preventative Care Services): ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบริการเสริมที่ช่วยดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างมาก บริการที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ

“โปรแกรมตรวจสุขภาพ” (เช่น ตรวจคัดกรองมะเร็ง) ซึ่งมีผู้เลือกถึง 46% สำหรับการพ่วงกับประกันชีวิต และ 34% สำหรับประกันสุขภาพ บริการเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดลูกค้า แต่ยังช่วยควบคุมค่าสินไหมในระยะยาวให้กับบริษัทประกันอีกด้วย

ประกันที่จ่ายตามความรุนแรงของโรค (Severity-based Insurance): นี่คือแนวคิดใหม่ที่ต่างจากประกันโรคร้ายแรงแบบเดิมที่จ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรค ประกันรูปแบบใหม่นี้จะจ่ายผลประโยชน์ตามระดับความรุนแรงของโรค หรือผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น จ่ายน้อยในระยะเริ่มต้น และจ่ายมากขึ้นในระยะรุนแรง ซึ่งทำให้เบี้ยประกันเข้าถึงง่ายขึ้นและตรงกับความต้องการทางการเงินที่แท้จริงของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา ที่สำคัญคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 20-34 ปี) และกลุ่มรายได้น้อย แสดงความสนใจในผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้มากกว่า รูปแบบดั้งเดิม

สถาบัน Swiss Re สรุปว่า อุตสาหกรรมประกันภัยในเอเชียกำลังยืนอยู่บนโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ หากสามารถพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ “เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และตรงจุด” ควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อลดช่องว่างความรู้ ก็ไม่เพียงแต่จะสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้เท่านั้น แต่ยังจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสังคมโดยรวมได้อีกด้วย

#เศรษฐกิจ #ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #SwissRe #ช่องว่างความคุ้มครอง #การเงิน #ค่ารักษาพยาบาล #ประกันโรคร้ายแรง #นวัตกรรมประกัน #เศรษฐกิจเอเชีย #ประเทศไทย #การออม #ความมั่นคงทางการเงิน

Related Posts