ฮ่องกงกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนและแข็งแกร่งมายังแวดวงธุรกิจและ สตาร์ทอัพ ด้วยการเปิดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดึงดูดผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้ใช้ฮ่องกงเป็นฐานทัพในการขยายธุรกิจสู่เวทีโลก โดยชูจุดแข็งรอบด้านทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์, แหล่งเงินทุนมหาศาลจากภาครัฐ, โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการเติบโต และการเป็นประตูสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่และนานาชาติอย่างแท้จริง
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจไร้พรมแดน การเลือกฐานที่มั่นทางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตในระดับสากลถือเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จสำหรับ สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการยุคใหม่ และในวันนี้ ฮ่องกงได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการเป็น “ตัวเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับธุรกิจไทยที่มองหาโอกาสนั้น ผ่านการทำงานของ Invest Hong Kong (InvestHK) หน่วยงานภาครัฐที่เปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่ผู้ทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาปักธงในฮ่องกง โดยบริการทั้งหมดนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
คุณ Chin Yung (CY) LU, Senior Vice President, Startups แห่ง Invest Hong Kong ได้ให้ภาพไว้อย่างน่าสนใจในบทสัมภาษณ์ว่า ภารกิจของ InvestHK ไม่ได้หยุดอยู่แค่การช่วยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาจัดตั้งธุรกิจในฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการผลักดันให้บริษัทที่ตั้งหลักในฮ่องกงแล้ว สามารถขยายธุรกิจออกไปยังตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย
“บทบาทของเราคือการสนับสนุนบริษัทจากต่างประเทศหรือจากจีนแผ่นดินใหญ่ให้เข้ามาในฮ่องกง เราให้คำปรึกษาฟรี เชื่อมโยงเครือข่าย และจัดหาทรัพยากรให้ และนับจากปีนี้เป็นต้นไป เรากำลังทำมากกว่านั้น เราพยายามนำบริษัทที่เข้ามาในฮ่องกง ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตาม ออกไปยังต่างประเทศ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองฮ่องกงเป็นศูนย์กลางสองทิศทาง (Two-way Hub) ทั้งสำหรับขาเข้าและขาออก
เจาะลึก Ecosystem แหล่งเงินทุนที่ไม่สิ้นสุดสำหรับทุกระยะการเติบโต
จุดแข็งที่ฮ่องกงนำเสนอได้อย่างทรงพลังที่สุดคือ แหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับสตาร์ทอัพในทุกระยะการเติบโต ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่มีเพียงไอเดีย ไปจนถึงระยะที่ต้องการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว โดยมีสองหน่วยงานหลักเปรียบเสมือนเสาหลักค้ำจุน ได้แก่ Cyberport และ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP)
สำหรับ Cyberport ซึ่งเน้นหนักไปที่กลุ่ม FinTech, Web3, MarTech, และ PropTech ได้วางโครงสร้างเงินทุนไว้อย่างน่าทึ่ง เริ่มตั้งแต่ Cyberport Creative Micro Fund ที่มอบเงินทุนเริ่มต้น (Seed Funding) จำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้กับผู้ประกอบการที่มีเพียงแนวคิด เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ จะมี Cyberport Incubation Programme รออยู่ พร้อมเงินช่วยเหลืออีก 500,000 ดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจริง
และสำหรับผู้ที่พร้อมจะทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก็ยังมี Cyberport Accelerator Support Programme และกองทุนร่วมลงทุนอย่าง Cyberport Macro Fund ที่มีขนาดใหญ่ถึง 400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รอสนับสนุนอยู่
ขณะที่ HKSTP จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (DeepTech) เช่น FoodTech, BioTech, และ ClimateTech ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาที่ใช้เงินทุนสูง โดยมีโปรแกรมสนับสนุนที่ครอบคลุมไม่แพ้กัน ตั้งแต่ Ideation Programme ที่มอบเงินให้เปล่า 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง สำหรับการเริ่มต้น, Incubation Programme โปรแกรมบ่มเพาะระยะยาว 3 ปี ที่ให้เงินทุนสูงถึง 1.29 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และที่น่าจับตามองที่สุดคือ Incu-Bio Programme ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษสำหรับสายเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ให้เงินทุนสนับสนุนสูงถึง 6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการทดลองทางคลินิกที่มีราคาสูง
คุณ CY LU ได้ย้ำถึงปรัชญาเบื้องหลังเงินทุนเหล่านี้ว่า “เงินทั้งหมดนี้เป็นเงินให้เปล่าจากรัฐบาล ไม่ใช่เงินกู้ เราไม่ได้จะเอามันคืน แม้ว่าธุรกิจอาจจะไม่เป็นไปตามคาดก็ตาม มันคือการให้โอกาสพวกเขาได้ลอง” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้ประกอบการและยอมรับความเสี่ยง เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างแท้จริง
กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่ง: โอกาสทองอยู่ที่ไหนในฮ่องกง?
นอกเหนือจากเงินทุนแล้ว การเลือกตลาดที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญ จากข้อมูลของ InvestHK ได้ชี้ให้เห็นถึง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพที่เติบโตและประสบความสำเร็จอย่างสูงในฮ่องกง ประกอบด้วย
- FinTech (เทคโนโลยีทางการเงิน): ด้วยสถานะการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกของฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของธนาคารมากกว่า 160 แห่ง และสถาบันการเงินอีกนับไม่ถ้วน ทำให้ความต้องการโซลูชันดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการทางการเงินมีอยู่มหาศาลและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ICT, Computer & Technology (เทคโนโลยีสารสนเทศและ AI): องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในฮ่องกงต่างกำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงระบบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม SaaS หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- E-commerce (อีคอมเมิร์ซ): กำลังซื้อของผู้บริโภคในฮ่องกงนั้นสูงมาก ประกอบกับการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญ ทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
- Education & Learning (EdTech): วัฒนธรรมเอเชียที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่งยวด ทำให้เทคโนโลยีด้านการศึกษา หรือ EdTech ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะของพนักงาน
- Data Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูล): ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก
พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ: ตลาด B2C และโครงสร้างภาษีที่หาตัวจับยาก
นอกเหนือจากระบบนิเวศสำหรับ สตาร์ทอัพ แล้ว พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของฮ่องกงยังเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญ ข้อมูลล่าสุดได้ตอกย้ำถึงการเป็น หนึ่งในตลาด B2C (Business-to-Consumer) ที่คึกคักที่สุดในโลก โดยในปี 2024 ฮ่องกงมียอดค้าปลีกรวมสูงถึง 48.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่น่าทึ่งที่สุดคือ การใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยต่อหัวของฮ่องกงนั้นสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 2,480.43 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวกว่า 44.5 ล้านคนต่อปี
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนพลังการใช้จ่ายนี้คือ โครงสร้างภาษีที่ “ต่ำ ง่าย และแข่งขันได้” ฮ่องกงใช้ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 อัตรา คือ 8.25% สำหรับกำไรก้อนแรก และ 16.5% สำหรับส่วนที่เกิน นอกจากนี้ ฮ่องกงยัง ไม่มีการจัดเก็บภาษีที่สำคัญหลายประเภท เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT/GST), ภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gain Tax), และภาษีมรดก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศูนย์กลางธุรกิจอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ จะเห็นได้ว่าฮ่องกงมีข้อได้เปรียบทางภาษีในหลายมิติ ซึ่งหมายถึงเงินที่มากขึ้นในกระเป๋าของบริษัทเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดและขยายธุรกิจต่อไป
คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ถึงสตาร์ทอัพไทย
สำหรับสตาร์ทอัพไทยที่กำลังพิจารณาโอกาสในฮ่องกง คุณ CY LU ได้ให้คำแนะนำอันทรงคุณค่าจากประสบการณ์ที่ได้เห็นความสำเร็จและความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน
สำหรับธุรกิจที่ต้องการ “ขยายตลาด” สิ่งสำคัญสามประการคือ หนึ่ง ต้องประสบความสำเร็จในตลาดบ้านตัวเองก่อน สอง อย่าลอกเลียนแบบโมเดลธุรกิจเดิมมาใช้ทั้งหมด แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีของฮ่องกง (Do it the Hong Kong way) และ สาม ต้องเปิดใจสร้างเครือข่ายและหาเพื่อนใหม่ “บางครั้งสตาร์ทอัพที่ไปตลาดใหม่มักจะมองว่าทุกคนคือคู่แข่ง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คุณต้องไปที่นั่นเพื่อสร้างพันธมิตร เพื่อนเหล่านี้จะนำคุณไปสู่โอกาสที่มากขึ้น”
ส่วนผู้ประกอบการที่มีเพียง “ไอเดีย” คุณ CY LU แนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนจัดตั้งบริษัท แต่ให้ลอง “เดินทางไปเข้าร่วมอีเวนต์” ในฮ่องกงก่อน เพื่อทำความเข้าใจบรรยากาศและสร้างเครือข่าย และที่สำคัญคือ “กล้าที่จะแบ่งปันไอเดีย” เพราะ “ไอเดียเป็นเพียงแค่ไอเดีย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำ (Execution) การแบ่งปันไอเดียจะทำให้คุณได้รับฟีดแบ็กที่มีค่า และอาจนำไปสู่การลงทุนที่คุณคาดไม่ถึง”
โดยสรุป ฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น “Launchpad” หรือฐานปล่อยตัวเชิงยุทธศาสตร์ ที่มอบแพ็กเกจที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่าย, ระบบนิเวศที่เกื้อหนุน, โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการทำกำไร และการเป็นประตูที่เปิดกว้างสู่ตลาดจีนและตลาดโลก ถือเป็นโอกาสทองที่สตาร์ทอัพและธุรกิจไทยที่ฝันไกลไม่ควรมองข้าม
#ข่าวเศรษฐกิจ #ลงทุนฮ่องกง #สตาร์ทอัพไทย #InvestHK #โอกาสทางธุรกิจ #Ecosystem #FinTech #เศรษฐกิจโลก #ฮ่องกง #Cyberport #HKSTP


