ตลาดแรงงาน Q2/68 สัญญาณบวก ย้ายฐานจากเกษตรสู่บริการคึกคัก

ตลาดแรงงาน Q2/68 สัญญาณบวก ย้ายฐานจากเกษตรสู่บริการคึกคัก

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยข้อมูลสถานการณ์แรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 สะท้อนภาพรวม ตลาดแรงงาน ไทยยังคงแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ แม้กำลังแรงงานรวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนผู้มีงานทำกลับเพิ่มขึ้นสวนทาง ขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 14% ชี้ให้เห็นการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญของแรงงานจากภาคเกษตรกรรมที่หดตัว ไปสู่ภาคบริการและการขนส่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำการปรับตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ยุคใหม่หลังโควิด-19

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้เปิดเผยผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของประเทศ โดยจากจำนวนประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมด 59.43 ล้านคน พบว่าเป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.12 ล้านคน หรือคิดเป็น 67.50% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด

แม้ว่าตัวเลขกำลังแรงงานรวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 40.18 ล้านคน แต่ในรายละเอียดกลับพบสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยจำนวน

ผู้มีงานทำ อยู่ที่ 39.51 ล้านคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.02% จาก 39.50 ล้านคนในไตรมาส 2 ปี 2567 ในทางกลับกัน จำนวนผู้ว่างงาน ลดลงอย่างชัดเจนมาอยู่ที่ 3.7 แสนคน (0.37 ล้านคน) จากเดิม 4.3 แสนคน (0.43 ล้านคน) หรือลดลงถึง 14.18% ส่วน ผู้รอฤดูกาล มีจำนวน 2.4 แสนคน ลดลง 3.78%

นายภุชพงค์ โนดไธสง กล่าวว่า “โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความมั่นคงในด้านกำลังแรงงาน เพราะมีอัตราการมีงานทำอยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ” ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานไทย ที่สามารถรักษาระดับการจ้างงานไว้ได้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนและความท้าทายในหลายอุตสาหกรรม

เจาะลึกการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: เกษตรหดตัว บริการ-โลจิสติกส์รุ่ง

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในรายงานครั้งนี้ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการจ้างงานระหว่างภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

  • ภาคเกษตรกรรม: จำนวนผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 10.94 ล้านคน ซึ่ง ลดลง 1.0% หรือคิดเป็นจำนวนแรงงานที่หายไปจากภาคส่วนนี้ประมาณ 1 แสนคน เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า การหดตัวนี้อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาภัยแล้ง ราคาพืชผลที่ไม่แน่นอน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้มากขึ้น ซึ่งลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคน
  • นอกภาคเกษตรกรรม: ในทางตรงกันข้าม การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมกลับมีทิศทางที่สดใส โดยมีจำนวนผู้มีงานทำรวม 28.57 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.4% หรือมีแรงงานเข้าสู่ภาคส่วนนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.1 แสนคน การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบางกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

ตลาดแรงงาน

อุตสาหกรรมดาวรุ่งและดาวร่วงแห่งปี 2568

เมื่อพิจารณาลงลึกในกลุ่มนอกภาคเกษตรกรรม จะเห็นภาพการเติบโตและหดตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น:
    • ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร: ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนการจ้างงาน โดยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
    • การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า: กลุ่มโลจิสติกส์เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นผลโดยตรงจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) และความต้องการในการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการแรงงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ พนักงานคลังสินค้า และเจ้าหน้าที่จัดการโลจิสติกส์มีเพิ่มมากขึ้น
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญความท้าทาย:
    • การก่อสร้าง: การจ้างงานในกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงการชะลอตัวของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น
    • การขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมยานยนต์: ภาคการค้ายังคงเผชิญกับกำลังซื้อที่เปราะบาง และการแข่งขันที่รุนแรงจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้การจ้างงานในส่วนนี้ลดลง
    • กิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค: การลดลงของการจ้างงานในกลุ่มนี้อาจเป็นสัญญาณว่า ธุรกิจบางส่วนยังคงระมัดระวังในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา หรือการจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

บทวิเคราะห์: การย้ายถิ่นของแรงงาน และความท้าทายของกลุ่มเปราะบาง

การเคลื่อนย้ายของแรงงานจากภาคเกษตรไปสู่ภาคบริการและโลจิสติกส์ ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของตลาดแรงงานให้เข้ากับบริบทเศรษฐกิจใหม่หลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับทักษะและรายได้ของแรงงาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทาย

นายภุชพงค์ได้ให้ทรรศนะเพิ่มเติมว่า “แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ยังพบว่ากลุ่มแรงงานเปราะบาง เช่น ผู้ว่างงานระยะยาว และผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญในการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว”

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีโจทย์สำคัญในการออกมาตรการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งในด้านการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และยกระดับทักษะเดิม (Upskilling) ให้แก่แรงงานในภาคเกษตรที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มผู้ว่างงานระยะยาวและบัณฑิตจบใหม่ให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความสำคัญของข้อมูลสถิติเพื่อการวางแผนอนาคตประเทศ

ข้อมูลสถานการณ์แรงงานที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำขึ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานของประเทศ ภาครัฐสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการกำหนดนโยบายที่ตรงจุด วางแผนการพัฒนากำลังคนและส่งเสริมการจ้างงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง

สำหรับประชาชนและภาคเอกชนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมรายละเอียดทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ www.nso.go.th

#ตลาดแรงงาน #เศรษฐกิจไทย #สํานักงานสถิติแห่งชาติ #ว่างงาน #จ้างงาน #เกษตรกรรม #ภาคบริการ #โลจิสติกส์ #แรงงานไทย #Q2ปี68 #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts