เอสซีจี จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชนครั้งใหญ่ เปิดตัวหลักสูตร “Net Zero Accelerator Program 2026” และโครงการ “Go Together ซีซัน 2” หลังประสบความสำเร็จเกินคาดมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,400 ราย มุ่งติดอาวุธ SMEs ไทยให้พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ รับมือความท้าทายรอบด้าน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสความท้าทายทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เข้มข้นขึ้น เอสซีจี ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าสานต่อความสำเร็จในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่าน 2 โครงการเรือธง ได้แก่ หลักสูตร Net Zero Accelerator Program 2026 (NZAP 2026) และ โครงการ Go Together ซีซัน 2 ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนให้ SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ สามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวหรือธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
สานต่อความสำเร็จ สู่หลักสูตรที่เข้มข้นกว่าเดิม
ความสำเร็จจากโครงการในระยะแรก ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตร NZAP 2025 และโครงการ Go Together ซีซันแรก ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้ประกอบการ SMEs จากทั่วประเทศเข้าร่วมมากกว่า 1,400 ราย ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความตื่นตัว แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของผู้ประกอบการไทยที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน
ดร.ชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี กล่าวถึงความสำคัญของ SMEs และทิศทางของโครงการว่า “SMEs เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่สร้างรายได้กว่า 35% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานในประเทศ แต่ในปัจจุบัน SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่สูง การแข่งขันที่รุนแรง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก ดังนั้น การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ‘ทางรอด’ เดียวของธุรกิจ”
จากผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในแง่ของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และการนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคปฏิบัติ เอสซีจีและพันธมิตรจึงตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อในปี 2569 ด้วยการยกระดับหลักสูตรให้มีความเข้มข้นและตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น
สำหรับ หลักสูตร NZAP 2026 ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและขยายระยะเวลาการอบรมจากเดิม 8 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ในเชิงลึกและมีเวลาในการประยุกต์ใช้ความรู้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ โครงการ Go Together ซีซัน 2 จะมุ่งเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์จริงผ่านการศึกษาดูงานในสถานประกอบการต้นแบบ พร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือการเปิดประตูสู่โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจ
พลังแห่งความร่วมมือ “Inclusive Green Growth”
หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างและเกิดผลกระทบในวงกว้างคือ “พลังแห่งความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวทาง Inclusive Green Growth ที่เน้นการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในปีนี้ โครงการได้รับเกียรติจากพันธมิตรรายใหม่ที่สำคัญอย่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งจะเข้ามาเสริมทัพให้การสนับสนุน SMEs มีความครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนวาระนี้ว่า “กรมฯ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ‘ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้’ ด้วยแนวทาง “4ให้ 1 ปฏิรูป” ในการให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน ผ่านการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Industry 5.0) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย ‘ปฏิรูปอุตสาหกรรม สู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทันสมัย สะอาด สะดวก โปร่งใส’ ของรัฐบาล”
ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและภาคที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสีเขียวในประเทศไทย
3 แนวทางหลัก ติดอาวุธ SMEs สู่ความยั่งยืน
ในการดำเนินโครงการ เอสซีจีได้วางกรอบการสนับสนุน SMEs ไว้ 3 แนวทางหลัก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้และยั่งยืน:
- การเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี: มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสีย และยกระดับกระบวนการทำงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของแรงงาน (Upskill & Reskill) ให้พร้อมรับมือกับงานที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต
- การผลักดันการใช้พลังงานทางเลือก: ส่งเสริมให้ SMEs เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก เพื่อเป้าหมายสองประการคือ การลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ
- การสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือกัน โดยมีโครงการ “สระบุรีแซนด์บอกซ์” เป็นโมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ จากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการสร้างพื้นที่ทดลองใช้พลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ก่อนจะขยายผลสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวให้เกิดขึ้นจริง
ดร.ชนะ ได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า “ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือและลงมือทำอย่างจริงจัง เราจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ และร่วมกันผลักดัน SMEs ไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่ออนาคตของประเทศต่อไป”
การเดินหน้าโครงการ NZAP 2026 และ Go Together ซีซัน 2 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การจัดอบรม แต่คือการสร้างการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พร้อมรับมือกับกติกาการค้าใหม่ของโลก และมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
#SMEs #ธุรกิจสีเขียว #GoGreen #NetZero #คาร์บอนต่ำ #SCG #DIPROM #สสว #BCGModel #ความยั่งยืน #InclusiveGreenGrowth #เศรษฐกิจไทย #สิ่งแวดล้อม

