ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับมาตรการรับมือฉุกเฉิน “พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ” จัดตั้งวอร์รูมทำงาน 24 ชั่วโมง พร้อมถอดบทเรียนราคาแพงจาก “พายุวิภา” ระดมทีมเน็ตเวิร์ก-อุปกรณ์เต็มพิกัด ลุยพื้นที่เสี่ยงภาคเหนือและอีสาน โดยเฉพาะ น่าน เชียงราย แพร่ หวังปกป้องโครงข่ายการสื่อสารมือถือและเน็ตบ้าน ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม ชี้การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจและชีวิตประชาชนในภาวะวิกฤต
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางการประกาศเตือนภัยระดับสูงจากกรมอุตุนิยมวิทยาต่อการมาถึงของ “พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ” ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทยในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ได้ประกาศเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินหรือ “War Room” ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อเฝ้าระวังและบริหารจัดการเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ป้องกันผลกระทบต่อระบบการสื่อสารที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเตรียมการตามปกติ แต่ยังเป็นการนำบทเรียนสำคัญที่ได้รับจากกรณี “พายุวิภา” ที่พัดถล่มประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเป้าไปที่การรักษาเสถียรภาพของสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (เน็ตบ้าน) ให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องมากที่สุดในพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นจุดเสี่ยงรุนแรง
“ประประเทศ ตันกุรานันท์” ชี้ AI และทีมงานพร้อม 24 ชั่วโมง
นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้คำมั่นถึงความพร้อมในการรับมือครั้งนี้ว่า “ทีมเน็ตเวิร์กเราเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินในทุกพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พร้อมจัดตั้ง War Room ที่ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ BNIC ทำงานร่วมกับระบบ AI เพื่อเฝ้าตรวจสอบและบริหารจัดการเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนยังคงสื่อสารได้ในทุกสถานการณ์”
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการภาวะวิกฤต โดยศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ BNIC (Business and Network Intelligence Center) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบัญชาการ ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและแจ้งเตือนความผิดปกติของเครือข่ายได้ล่วงหน้า ทำให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
ถอดบทเรียน “วิภา” ป้องกันปัญหาไฟฟ้าตัดขาดกระทบสถานีฐาน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทรูฯ ต้องยกระดับแผนรับมือในครั้งนี้ คือประสบการณ์จากพายุวิภา ซึ่งปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อสถานีฐาน (Cell Site) ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงจากลมพายุ แต่เป็นผลกระทบจากการที่หน่วยงานด้านไฟฟ้าจำเป็นต้อง “ตัดกระแสไฟฟ้า” ในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งส่งผลให้สถานีฐานไม่สามารถทำงานได้และทำให้การสื่อสารในพื้นที่นั้นๆ ถูกตัดขาดตามไปด้วย

จากกรณีศึกษาดังกล่าว ทีมเน็ตเวิร์กของทรูฯ ได้วางแผนรับมือเชิงรุก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง น่าน เชียงราย และแพร่ ด้วยการเตรียม “โครงนั่งร้าน” ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีความสูงพ้นแนวน้ำท่วมเดิมที่เคยได้รับผลกระทบ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำหรับอุปกรณ์เครื่องปั่นไฟสำรอง พร้อมกันนี้ยังได้มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ ณ สถานีฐานที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก เพื่อให้มั่นใจว่าสถานีฐานจะยังมีพลังงานไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบและให้บริการได้อย่างต่อเนื่องแม้ไฟฟ้าหลักจะถูกตัดไป
มาตรการเชิงรุกและยุทธศาสตร์รอบด้าน
นอกเหนือจากการแก้ปัญหาด้านพลังงานสำรองแล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังได้เตรียมมาตรการสนับสนุนอื่นๆ อย่างครบวงจร เพื่อให้การปฏิบัติการในพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด อันประกอบด้วย:
- ยานพาหนะและทีมเคลื่อนที่เร็ว: เตรียมรถโมบายล์สถานีฐาน หรือ Cell-On-Wheel (COW) ที่พร้อมเคลื่อนที่เข้าไปเสริมกำลังสัญญาณในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักหรือเป็นจุดอับสัญญาณทันที รวมถึงเตรียมยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) และเรือท้องแบน สำหรับการเดินทางเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วมสูงที่รถยนต์ปกติไม่สามารถเข้าถึงได้
- ทีมซ่อมบำรุงและอุปกรณ์สำรอง: จัดเตรียมทีมวิศวกรและช่างเทคนิคซ่อมบำรุงฉุกเฉิน พร้อมด้วยอุปกรณ์อะไหล่ที่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้าซ่อมแซมและกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็วที่สุด
- พลังงานสำรองเคลื่อนที่: นอกจากการติดตั้งเครื่องปั่นไฟประจำที่แล้ว ยังมีการเตรียมแบตเตอรี่สำรองสำหรับอุปกรณ์สำคัญต่างๆ เพื่อให้การสื่อสารไม่สะดุดในช่วงเปลี่ยนผ่านแหล่งพลังงาน
ความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ในมิติของความรับผิดชอบต่อสังคม ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งเตือนภัยและการช่วยเหลือประชาชน
ความร่วมมือกับ ปภ. นั้น จะอยู่ในรูปแบบของการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านระบบ Cell Broadcast Service (CBS) ซึ่งเป็นการส่งข้อความตรงไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในพื้นที่เสี่ยงโดยอัตโนมัติ และการส่งผ่าน SMS โดยเนื้อหาและพื้นที่เป้าหมายในการแจ้งเตือนจะถูกกำหนดโดย ปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการภัยพิบัติของประเทศ
ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการสื่อสารในภาวะวิกฤต
การลงทุนระดมทรัพยากรเพื่อรักษาเสถียรภาพของเครือข่ายในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทของโครงข่ายโทรคมนาคมที่ไม่ได้เป็นเพียงบริการพื้นฐาน แต่ยังเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ การสื่อสารที่ต่อเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในหลายมิติ ทั้งการประสานงานของหน่วยกู้ภัยและทีมช่วยเหลือ, การติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนกับครอบครัว, การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็ว, ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่เชื่อถือได้
การหยุดชะงักของระบบสื่อสารไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกและตัดขาดการรับรู้ข่าวสาร แต่ยังอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้การฟื้นฟูภายหลังภัยพิบัติเป็นไปได้ช้าลง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทรู คอร์ปอเรชั่น จึงนับเป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ไม่ใช่แค่สำหรับองค์กร แต่เพื่อสังคมโดยรวม
ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนยันที่จะเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นคาจิกิอย่างใกล้ชิด พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้ด้วยการสื่อสารที่ไม่ขาดตอน
#TrueCorporation #ทรูคอร์ปอเรชั่น #พายุคาจิกิ #รับมือพายุ #เครือข่ายสื่อสาร #เศรษฐกิจดิจิทัล #การจัดการภัยพิบัติ #True5G #BCP #น้ำท่วม

