ไทย-เมียนมา ตั้งคณะทำงานร่วม สางปมมลพิษน้ำข้ามแดนยั่งยืน

ไทย-เมียนมา ตั้งคณะทำงานร่วม สางปมมลพิษน้ำข้ามแดนยั่งยืน

‘ประเสริฐ’ นำคณะผู้แทนไทยเยือนเมียนมา บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้ง “คณะทำงานวิชาการร่วม” เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาสารปนเปื้อนใน “แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย” สร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูวิถีชีวิต-เศรษฐกิจชุมชนลุ่มน้ำของทั้งสองประเทศ

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในระดับนโยบายระหว่างประเทศ เมื่อคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย นำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เดินทางเยือนกรุงเนปยีดอ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการกับ นายขิ่น ม่อง ยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อคลี่คลายปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก

การเดินทางครั้งนี้ยังประกอบด้วยบุคคลสำคัญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อจัดการกับปัญหาที่เรื้อรังมานานอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

จุดเริ่มต้นความร่วมมือ สู่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้กล่าวภายหลังการหารือว่า บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต โดยทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือข้อตกลงในการจัดตั้ง “คณะทำงานด้านวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group)” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับปฏิบัติการต่อไป

“การหารือในวันนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรม ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์” นายประเสริฐกล่าว “เราได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ MRC (Mekong River Commission) มาใช้ประโยชน์เพื่อรับมือกับความท้าทายข้ามแดน ทั้งนี้รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศ จึงมุ่งเน้นให้การดำเนินการต่าง ๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าทั้งสองประเทศพร้อมร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด”

สำหรับผลการหารือที่สำคัญ สามารถสรุปได้ 3 ประการหลัก ได้แก่:

  1. การแสดงเจตนารมณ์ร่วม: ไทยและเมียนมา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันและใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ
  2. การยกระดับการประสานงาน: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องมีการสื่อสาร ประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำอย่างสม่ำเสมอและทันท่วงที เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
  3. การจัดตั้งคณะทำงานวิชาการร่วม: กลไกนี้จะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร, การสร้างความตระหนักรู้, การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อการจัดการกิจการเหมืองแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ประเสริฐ

สางปม ‘แม่น้ำกก-แม่น้ำสาย’ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนลุ่มน้ำ

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนคือ ปัญหาสารปนเปื้อนใน แม่น้ำกก และ แม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่านทั้งสองประเทศ ปัญหาดังกล่าวได้สร้างความกังวลและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งพึ่งพิงแม่น้ำสายเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของชุมชน

นายประเสริฐได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ว่า “ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพน้ำ ที่จะเดินหน้าแก้ไขร่วมกันนั้น ส่วนสำคัญจะเป็นการตอบโจทย์พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้เรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายต่างๆ อาทิ แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ทั้งในมิติระดับพื้นที่และในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ”

ทางด้าน นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ในฐานะตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ ได้ฉายภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่าปัญหาคุณภาพน้ำได้สร้างความเดือดร้อนโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลไทยผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทยได้พยายามบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้ามาโดยตลอด ทั้งการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นและการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

“เนื่องจากแม่น้ำดังกล่าวเป็นลำน้ำข้ามพรมแดน ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน หากฝ่ายเมียนมาสามารถแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายไทยได้ ก็จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และในการจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที” รมช. มหาดไทยกล่าว

นางสาวธีรรัตน์ยังได้แสดงความหวังว่า การทำงานผ่านคณะทำงานด้านวิชาการร่วม จะนำไปสู่การประสานงานที่ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถกำหนดแนวทางการตอบสนองร่วมกันได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ในระยะยาว

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการวางรากฐานในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และที่สำคัญคือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

#ไทยเมียนมา #ความร่วมมือสิ่งแวดล้อม #แม่น้ำกก #แม่น้ำสาย #มลพิษข้ามแดน #คณะทำงานวิชาการร่วม #ประเสริฐจันทรรวงทอง #ธีรรัตน์สำเร็จวาณิชย์ #รัฐบาลเพื่อประชาชน #เศรษฐกิจชายแดน #คุณภาพน้ำ

Related Posts