Cata ปฏิวัติวงการ F&B-ค้าปลีก เปิดตัวแพลตฟอร์มแอปฯครบวงจร

Cata ปฏิวัติวงการ F&B-ค้าปลีก เปิดตัวแพลตฟอร์มแอปฯครบวงจร

Cata เขย่าวงการเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจร้านอาหารและค้าปลีก เปิดตัวแพลตฟอร์ม SaaS รูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสร้างแอปพลิเคชันแบรนด์ตัวเองได้ในไม่กี่วัน ชูจุดเด่นครบวงจรทั้งระบบสั่งซื้อออนไลน์, Loyalty Program, และ CRM โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ประเดิมจับมือเชนร้านอาหารดัง Guzman y Gomez ในสิงคโปร์เป็นรายแรก ตั้งเป้าพลิกโฉมธุรกิจออฟไลน์สู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

สิงคโปร์ – Cata ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันเชิงพาณิชย์ในรูปแบบ Software-as-a-Service (SaaS) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในสิงคโปร์และทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง แพลตฟอร์มไวท์เลเบล (White-label) ที่ถือเป็นหนึ่งในรายแรกๆ ของโลกนี้ จะช่วยทลายกำแพงทางเทคโนโลยี ทำให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าเดี่ยวไปจนถึงเชนขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลก สามารถเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือภายใต้แบรนด์ของตนเองได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน โดยไม่ต้องมีการลงทุนก้อนโตล่วงหน้าและไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดแม้แต่น้อย

แพลตฟอร์มดังกล่าวได้เปิดใช้งานจริงแล้วกับร้าน Guzman y Gomez (GYG) ซึ่งเป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ที่เติบโตเร็วที่สุดของออสเตรเลีย มีสาขากว่า 230 แห่งทั่วโลก โดยได้นำร่องใช้งานในสาขาทั้ง 21 แห่งทั่วสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ Cata สามารถจับมือกับแบรนด์ใหญ่และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะพันธมิตรรายแรกได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นในโซลูชันที่แตกต่างจากสตาร์ทอัพรายอื่น ซึ่งมักจะเริ่มต้นกับผู้ประกอบการรายย่อย

เจาะลึกปัญหา “ดิจิทัล” ที่ธุรกิจ F&B และค้าปลีกกำลังเผชิญ

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมร้านอาหารและค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มเชนและ QSR กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีความคาดหวังต่อความสะดวกสบายผ่านมือถือเป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและซูเปอร์แอปพลิเคชัน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเครื่องมือที่ล้าสมัย ไม่ว่าจะเป็นบัตรสะสมแต้มแบบกระดาษ, การสั่งอาหารที่จุดขาย (POS) แบบดั้งเดิม และระบบการทำงานที่แยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจายและไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนแรงงานที่พุ่งสูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ยิ่งบีบคั้นให้ธุรกิจต้องมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้และเพิ่มผลกำไรอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อโซลูชันดิจิทัลขั้นสูงที่เชื่อมโยงการสั่งซื้อผ่านมือถือ, ระบบสมาชิก (Loyalty Program) และการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) เข้าไว้ด้วยกันนั้น กลับจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง McDonald’s หรือ Starbucks ที่ทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ต่อปีในการพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองและมีทีมเทคโนโลยีขนาดใหญ่คอยดูแลรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่งผลให้ธุรกิจอีก 99% ในอุตสาหกรรมไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้ เนื่องจากมีต้นทุนสูงเกินไป, ระบบกระจัดกระจายเกินกว่าจะบูรณาการ และใช้เวลาพัฒนานานเกินไป ทำให้กลายเป็นกลุ่มที่ “ขาดโอกาสทางดิจิทัล” และไม่สามารถแข่งขันได้อย่างทัดเทียม

Cata: “ผู้ทลายกำแพง” นำเสนอโซลูชันครบวงจรสำหรับทุกคน

Cata เข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้โดยตรง ด้วยการมอบเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือภายใต้แบรนด์ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในเวลาไม่กี่วัน โดยมาพร้อมกับฟังก์ชันสำคัญที่ติดตั้งมาในตัว ได้แก่:

  • ระบบสั่งซื้อและชำระเงินออนไลน์ (Online Ordering & Payments): เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อและชำระเงินล่วงหน้าได้จากทุกที่ทุกเวลา
  • โปรแกรมสมาชิก Omni-channel (Omni-channel Loyalty Programs): สร้างและบริหารจัดการโปรแกรมสะสมคะแนนที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ เชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าทั้งหน้าร้านและออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ
  • ระบบ CRM ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven CRM): เปลี่ยนข้อมูลการซื้อขายที่ไม่ระบุตัวตน ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าแต่ละราย ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เป็นครั้งแรก

แพลตฟอร์มของ Cata ช่วย “ทำให้เทคโนโลยีระดับองค์กรเป็นประชาธิปไตย” (Democratizes sophisticated digital capabilities) เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงขีดความสามารถทางดิจิทัลที่ทันสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงยักษ์ใหญ่ในวงการเท่านั้นที่ทำได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนพัฒนาแอปฯ ที่มีราคาแพง ซึ่งบ่อยครั้งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ หากไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง, ชุดผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรและพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ประกอบกับความเข้าใจในการดำเนินงานอย่างลึกซึ้ง Cata ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวในระดับโลกตั้งแต่วันแรก โดยมีเป้าหมายที่จะเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น” (Invisible Infrastructure) ที่ขับเคลื่อนร้านค้าหลายพันแห่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ช่วยให้พันธมิตรสามารถ “รู้จักและเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า” ของตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาการซื้อขายแบบออฟไลน์มาโดยตลอด

นายจอช เบลล์ (Josh Bell), Principal ของ Guzman y Gomez Singapore กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “หลังจากที่เราได้พิจารณาทางเลือกต่างๆ มามากมาย Cata เป็นโซลูชันเดียวที่ทำงานเป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจรได้อย่างแท้จริง ช่วยขจัดความซับซ้อนของสแต็กเทคโนโลยีที่เราต้องใช้หากต้องการพัฒนาแอปฯ ที่ทันสมัย สิ่งที่ทำให้ Cata แตกต่างคือแนวทางที่สร้างขึ้นโดยผู้ประกอบการ พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าธุรกิจ F&B ต้องการอะไร เพราะพวกเขาเคยอยู่ในจุดเดียวกับเรามาก่อน”

“Cata ทำงานในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงและมีผลประโยชน์ร่วมกันผ่านโมเดลราคาตามธุรกรรม (Transaction-based pricing) ซึ่งช่วยให้เราสามารถเปิดตัวแอปฯ ระดับพรีเมียมได้โดยปราศจากความเสี่ยงทางการเงินจากการพัฒนาเอง ในขณะที่เราเห็นคู่แข่งทุ่มเงินหลายล้านไปกับแอปฯ ที่สุดท้ายลูกค้าก็ไม่ได้ชื่นชอบ แต่แพลตฟอร์มของ Cata กลับพัฒนาไปพร้อมกับความคาดหวังของลูกค้าอยู่เสมอ และมอบความสะดวกสบายทางดิจิทัลที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเราอีกด้วย”

สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงสุด 5-10 เท่า

Cataตั้งเป้าสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้กับพันธมิตรได้สูงถึง 5-10 เท่า หากมีการนำแพลตฟอร์มไปใช้อย่างเต็มรูปแบบ ผลตอบแทนมหาศาลนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่:

  1. การได้มาซึ่งลูกค้าใหม่และการรักษาลูกค้าเก่า: สามารถใช้ช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อดึงดูดและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เพิ่มความถี่ในการซื้อและยอดใช้จ่ายต่อครั้ง (AOV): กระตุ้นการซื้อซ้ำและเพิ่มขนาดตะกร้าผ่านโปรโมชันที่ตรงเป้าหมายและระบบสมาชิก
  3. สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน: ด้วยโปรแกรมสมาชิกแบบ Omni-channel ที่โดดเด่น
  4. การปรับปรุงธุรกิจด้วยข้อมูล: ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำยิ่งขึ้น
  5. ลดต้นทุนพนักงาน: มีโอกาสในการลดจำนวนพนักงานที่จำเป็น ณ จุดขาย (POS)

นายเดวิด บรูเนียร์ (David Brunier), ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Cata กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทว่า “ธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์กำลังมาถึงจุดเปลี่ยน ธุรกิจในยุคต่อไปจะไม่พึ่งพาแค่เครื่อง POS, เคาน์เตอร์ชำระเงินด้วยตนเอง หรือแคชเชียร์อีกต่อไป แต่จะขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชันบนมือถือ, ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกเพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล และกลไกการเติบโตอัตโนมัติ Cataกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้อนาคตนั้นเป็นจริง ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ดิจิทัล, การสั่งซื้อออนไลน์แบบ Omni-channel และระบบสมาชิก ไปจนถึงแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วย AI เราจะนำความสามารถระดับองค์กรมาไว้ในมือของผู้ประกอบการทุกคน เปลี่ยนการดำเนินงานในแต่ละวันให้กลายเป็นความได้เปรียบทางดิจิทัล”

ทีมผู้บริหารระดับพระกาฬและแผนการขยายธุรกิจในอนาคต

เบื้องหลังความสำเร็จของCata คือทีมผู้ก่อตั้งที่เปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการขยายธุรกิจในตลาดต่างๆ ทั่วโลก นำโดย เดวิด บรูเนียร์ (David Brunier) อดีตซีอีโอ Flash Coffee และซีเอ็มโอ Foodpanda, มารียา บรูเนียร์ (Marija Brunier) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายขายระหว่างประเทศของ Delivery Hero, และ เซบาสเตียน ฮันเนคเกอร์ (Sebastian Hannecker) อดีตซีโอโอ/ซีเอฟโอ Flash Coffee และอดีตที่ปรึกษาจาก Bain & Company

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดึงดูดบุคลากรด้านเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของภูมิภาคมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น อัชวิน อิรัปปา (Ashwin Irappa) ในตำแหน่งซีพีโอ (CPO) อดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Grab และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Foodpanda และ อาลี อิราวรรณ (Ali Irawan) ในตำแหน่งซีทีโอ (CTO) อดีตซีทีโอของ Flash Coffee และ Rocket Internet Venture

ด้วยการมุ่งเน้นที่กลุ่มเชนร้านอาหาร F&B เป็นหลักในระยะแรก Cataวางแผนที่จะขยายธุรกิจเชิงรุกจากสิงคโปร์ไปยังตลาดที่พัฒนาแล้วทั่วเอเชียแปซิฟิก (APAC), ยุโรป และตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะครอบคลุมธุรกิจในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ธุรกิจสุขภาพและความงาม, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายของชำ, ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง และแฟชั่น

#Cata #SaaS #แพลตฟอร์มร้านอาหาร #แอปพลิเคชัน #ธุรกิจค้าปลีก #FandB #GuzmanYgomez #Martech #CRM #LoyaltyProgram #DigitalTransformation #เทคโนโลยี #สตาร์ทอัพ

Related Posts