“อภิสิทธิ์” ชี้ Life Sciences เครื่องยนต์ ศก. ใหม่ ติดหล่มโครงสร้าง-กฎระเบียบ

“อภิสิทธิ์” ชี้ Life Sciences เครื่องยนต์ ศก. ใหม่ ติดหล่มโครงสร้าง-กฎระเบียบ

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี ฉายภาพอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ของไทย ชี้มีศักยภาพเติบโตสูงลิ่ว รับเทรนด์สังคมสูงวัยและจุดแข็งเมดิคัลฮับ แต่กลับติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ทั้ง “กฎระเบียบ-ขาดแคลนคน-ห่วงโซ่อุปทาน-แหล่งทุน” จี้รัฐบาลใหม่ปลดล็อกจริงจัง แนะภาคเอกชนฉวยจังหวะการเมืองเปลี่ยนผ่าน เร่งทำ “ข้อเสนอเชิงระบบ” ยื่นทุกพรรคการเมือง ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ในเวที Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล” (Challenges in Life Sciences Industry During Government Transition) ซึ่งจัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยฝ่ายยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการลงทุน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ทัศนะต่อหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น “เครื่องยนต์ตัวใหม่” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เดิมเริ่มอ่อนแรงลง โดยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลที่ประเทศไทยมีอยู่ แต่ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายอภิสิทธิ์เริ่มต้นด้วยการประเมินสถานะของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทยว่า มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างโดดเด่น และในปัจจุบันก็มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยมีแต้มต่ออย่างชัดเจน

“ผมคิดว่าเรามีศักยภาพที่จะเติบโตนะครับ แล้วปัจจุบันนี้ อัตราการเติบโตก็ค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับสาขาอื่นๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าว “เหตุผลเนี่ย ก็มันเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่าง”

ปัจจัยแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยที่สองคือ ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะความต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การรักษาที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปัจจัยที่สามคือ ชื่อเสียงและระบบสุขภาพของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีชาวต่างประเทศจำนวนมากเดินทางเข้ามารับบริการด้านสุขภาพ หรือ “Medical Tourism” ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็น “ลมส่ง” ที่แข็งแกร่ง ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีศักยภาพอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ก็ได้เจาะลึกลงไปถึง “หล่มปัญหา” เชิงโครงสร้างที่กำลังฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไว้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญที่รอคอยการเข้ามา “ผ่าตัด” จากรัฐบาลชุดต่อไป

ปัญหาเชิงโครงสร้างประการแรก และอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด คือ “ปัญหาด้านกฎระเบียบ” ที่ซับซ้อน ล่าช้า และไม่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า ขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตหลายอย่างกลายเป็นคอขวดสำคัญ โดยเฉพาะในกระบวนการที่ต้องพัฒนาตั้งแต่การวิจัย (R&D) ไปจนถึงการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย

“คงนึกภาพออกว่าจะต้องเผชิญกับการรอคอยจากหน่วยงานต่างๆ เนี่ย หลายหน่วยงานมาก” นายอภิสิทธิ์กล่าว และยกตัวอย่างหน่วยงานอย่าง อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ว่าเป็นจุดที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนมักสะท้อนถึงประเด็นความล่าช้าและความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์

ความท้าทายประการที่สอง คือ “การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรง” แม้ว่าประเทศไทยจะมีบุคลากรด้านสาธารณสุขสายบริการ (เช่น แพทย์ พยาบาล) ที่ได้รับการยอมรับในเชิงคุณภาพ แต่กลับขาดแคลนบุคลากรในสายของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรม “พอมาในสายของการวิจัย สายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนี่ย ยังมีความขาดแคลนอยู่ อันนี้ก็เป็นปัญหา”

ประการที่สาม คือ “ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย” อุตสาหกรรมยาของไทยในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นไปที่การผลิตยา “Generic” หรือยาสามัญเป็นหลัก มากกว่าที่จะทุ่มเทศักยภาพไปสู่การพัฒนา “ยาใหม่” ที่ต้องอาศัยการวิจัยและลงทุนสูง ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ในการผลิตยาใหม่ เราก็ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า “สารที่เป็นตัวออกฤทธิ์” (Active Pharmaceutical Ingredients – APIs) จากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศมีจำกัด

และปัญหาประการสุดท้ายที่ถือเป็น “จุดอ่อน” สำคัญ คือ “ข้อต่อระหว่างการวิจัยไปสู่การระดมทุน” นายอภิสิทธิ์วิเคราะห์ว่า ระบบการเงินและการระดมทุนของไทยยังคงคุ้นชินอยู่กับการพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งโมเดลนี้ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจเทคโนโลยีและชีววิทยาศาสตร์ ที่ต้องใช้เวลานานในการวิจัย มีความเสี่ยงสูง และต้องการแหล่งเงินทุนประเภท Venture Capital (VC) ที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงได้

“ระบบการเงินของเรา การระดมทุนของเรา ยังคุ้นชินอยู่กับเรื่องของการพึ่งพาระบบธนาคาร ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องครับ กับวิธีการของธุรกิจแบบนี้” นายอภิสิทธิ์ย้ำ “ซึ่งอันนี้ก็จะเหมือนกับสตาร์ทอัพทั้งหลาย”

เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวทางแก้ไข นายอภิสิทธิ์เสนอว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการ “เปลี่ยนวิธีคิด” ของภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องกฎระเบียบ จากเดิมที่เน้น “การกำกับ” ไปสู่ “การส่งเสริม” โดยต้องตระหนักว่าเทคโนโลยีไปเร็วกว่ากฎหมายเสมอ

“เราต้องปรับมาสู่แนวคิดที่ว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งใหม่ๆ แต่เรามีกฎหมายทั่วไปในการป้องกันผลกระทบในทางลบ” นายอภิสิทธิ์เสนอ “เช่น ความปลอดภัย หรือการคุ้มครองผู้บริโภค” แทนที่จะพยายามออกกฎหมายมาควบคุมทุกเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีทางไล่ทัน

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงความสับสนของกติกาในปัจจุบันที่สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการ เช่น กฎการโฆษณา “ผมเข้าใจว่าอย่างยา นี่ก็แทบโฆษณาไม่ได้เลย แต่พอไม่เป็นยา การโฆษณาสรรพคุณรักษาทุกอย่างได้หมด อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องที่แปลก…กติกาที่มันสับสนแบบนี้ หรือมันบังคับใช้แบบไม่ชัดเจนแบบนี้ มันสร้างปัญหาให้กับคนที่จะมาแข่งขัน”

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตีให้แตก คือการ “สร้างความสมดุล” ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณสุขของรัฐเพื่อตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมามักมีข้อถกเถียงเรื่องการดึงทรัพยากร (เช่น บุคลากรทางการแพทย์) กันไปมา

ในมิติของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลเหลือเวลาบริหารงานอีกเพียงไม่กี่เดือน นายอภิสิทธิ์มองตามความเป็นจริงว่า การคาดหวังให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น การแก้กฎหมาย ในช่วงเวลานี้ “เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

แต่นายอภิสิทธิ์กลับมองว่า ช่วงเวลานี้คือ “โอกาสทอง” ของภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม โดยได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญว่า

“สิ่งที่ผมคิดว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ควรที่จะเตรียมข้อเสนอที่เป็นระบบ สำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการที่จะไปใช้ในการรณรงค์หาเสียง และพัฒนาไปสู่การเป็นนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง”

เขาย้ำว่า นี่คือจังหวะที่เหมาะสมที่สุดที่ภาคอุตสาหกรรมจะรวมตัวกัน ทำเอกสารข้อเสนอ (White Paper) ที่เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ “เสนอพรรคการเมืองทุกพรรคไปเลย” เพื่อให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นวาระสาธารณะที่มีการแข่งขันกันทางนโยบายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งจะมีความเป็นจริงและมีพลังมากกว่าการไปคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลที่กำลังจะหมดวาระ

“ผมว่าตรงนี้น่าจะมีความเป็นจริงมากกว่าที่จะไปคาดหวังว่า 3 เดือนกว่าๆ นี้ จะสามารถที่จะแก้ไขอะไรหลายอย่างได้”

นายอภิสิทธิ์สรุปทิ้งท้ายในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เศรษฐกิจไทยต้องการเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะมาสนับสนุนการเติบโต ซึ่งต้องอิงกับเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น นโยบายสำคัญที่จะต้องผลักดันคือการยกเครื่องระบบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ “มาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ, การพัฒนาทักษะ และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุน” เพื่อปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

#เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ #LifeSciences #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #เมดิคัลฮับ #สังคมสูงวัย #กฎระเบียบภาครัฐ #การวิจัยและพัฒนา #สตาร์ทอัพ #DinnerTalk

Related Posts