กสทช. ออกมาตรการเข้ม สั่งผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายใช้เทคนิค “Cell Radius” คุมเข้มสัญญาณชายแดน หวังตัดท่อส่งสัญญาณแก๊งอาชญากรรมเทคโนโลยี หลังนายกฯ ติงเป็นปัญหาฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ ลั่นหากค่ายมือถือไม่ร่วมมือ อาจถึงขั้น “เพิกถอนใบอนุญาต”
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ประกาศใช้มาตรการเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ล้ำข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพและอาชญากรทางเทคโนโลยีนำไปใช้ในการก่อเหตุ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมหาศาล
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า มาตรการใหม่นี้คือการบังคับใช้เทคนิค “การจำกัดรัศมีการให้บริการ หรือ Cell Radius”
โดยเทคนิค “Cell Radius” นี้ ถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่ กสทช. นำมาใช้ นอกเหนือจากการควบคุมความสูงของสายอากาศสถานีฐานบริเวณชายแดนที่เคยสั่งการไปแล้ว โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีความสามารถในการ “กำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์” ของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีฐานแต่ละแห่งได้อย่างแม่นยำ
ข้อดีของมาตรการนี้คือ ผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องจำกัดความสูงของจุดติดตั้งสายอากาศ แต่ระบบจะทำการจำกัดการใช้งานของอุปกรณ์ผู้ใช้บริการให้อยู่ภายในรัศมีที่กำหนดไว้เท่านั้น ทำให้สามารถควบคุมสัญญาณไม่ให้ล้ำข้ามแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวอย่างชายแดนประเทศกัมพูชา
นายไตรรัตน์ ย้ำว่า การใช้เทคนิคนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน โดยจะ “ยังคงคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” ให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม
ปัญหาระดับชาติฉุดรั้งเศรษฐกิจ
การยกระดับความเข้มงวดครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการโดยตรงให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการกำชับผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างเด็ดขาด
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า “วันนี้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกลายเป็นปัญหาระดับโลก และเป็นเรื่องสำคัญของไทยที่ ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ และก่อปัญหาทางสังคมให้คนไทย” คำสั่งของนายกรัฐมนตรีจึงชัดเจนว่า กสทช. ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด
สำนักงาน กสทช. จึงได้เรียกผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายเข้าประชุมเร่งด่วน เพื่อรับทราบและสั่งการให้ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัดทันที
3 มาตรการคุมเข้ม “ห้ามสัญญาณ-ห้ามซิม-ห้าม IP”
นอกจากการใช้เทคนิคCell Radius กสทช. ยังได้สั่งกำชับผู้ประกอบการในอีก 2 มาตรการสำคัญ เพื่อปิดล้อมการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ:
- มาตรการสถานีฐานCell Radius: ดำเนินการจำกัดรัศมีการให้บริการบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันสัญญาณล้ำข้ามประเทศ
- มาตรการคัดกรองลูกค้า (ตรวจสอบคู่สัญญา): กสทช. สั่งกำชับให้ผู้รับใบอนุญาตต้องตรวจสอบคู่สัญญาบริการ หรือพฤติกรรมการใช้บริการที่มีความเสี่ยง หากตรวจพบ ให้ดำเนินการ “ระงับบริการและแจ้งมายังสำนักงาน กสทช. ทันที” เพื่อนำไปขยายผล
- มาตรการคุม IP Address: สั่งกำชับผู้รับใบอนุญาตที่ให้บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ “ต้องไม่นำ IP address ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยไปให้บริการในต่างประเทศ”
ยื่นคำขาด! ไม่ทำตามอาจถึงขั้น “เพิกถอนใบอนุญาต”
กสทช. ได้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดไปยังผู้ประกอบการทุกรายว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การขอความร่วมมืออีกต่อไป
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการหรือไม่ให้ความร่วมมือ จะถือเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาต ข้อ 12.16 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
เงื่อนไขดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องระมัดระวังมิให้ผู้อื่นนำโครงข่ายไปใช้ในการประกอบธุรกิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หากฝ่าฝืน กสทช. อาจมีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุด ตามมาตรา 64, 65 และ 66 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งรวมถึงการ “พิจารณาพักใช้ เพิกถอน หรือสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม”
นี่คือเดิมพันทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ที่ กสทช. ต้องใช้อำนาจกำกับดูแลขั้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยี
#กสทช #CellRadius #สกัดสัญญาณชายแดน #อาชญากรรมทางเทคโนโลยี #เศรษฐกิจไทย #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ค่ายมือถือ #AIS #TRUE #DTAC #NT #มาตรการเข้ม #เพิกถอนใบอนุญาต #ข่าวเศรษฐกิจ

