เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.9 ที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ส่งตรงถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องหันมาทบทวนความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรณีวิทยาอย่างจริงจัง นักวิชาการชี้ชัดถึงลักษณะความเสียหายในฟิลิปปินส์ที่เป็น “บทเรียนราคาแพง” ตั้งแต่โครงสร้างอาคารเก่าไปจนถึงปรากฏการณ์ “ชั้นอ่อน” (Soft Storey) พร้อมเปรียบเทียบความเสี่ยงกับลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯ และรอยเลื่อนมีพลังทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม
เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ได้สร้างความสูญเสียเป็นวงกว้าง อาคารบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำนวนมากพังทลายลงในพริบตา มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและผู้บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ถึงสาเหตุและปัจจัยที่นำมาซึ่งความรุนแรงของภัยพิบัติอย่างละเอียด
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยจำแนกปัจจัยสำคัญออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในการเตรียมการรับมือ
ประเด็นที่ 1: ตำแหน่งที่ตั้งบน “วงแหวนไฟ” (Ring of Fire)
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนไฟ” ซึ่งเป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวและปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง แนววงแหวนไฟนี้ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดมากที่สุดในโลก โดยเป็นแนวมุดตัวระหว่างแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น ได้แก่ แผ่นทะเลฟิลิปปินส์ แผ่นยูเรเซีย แผ่นอินโด-ออสเตรเลีย และแผ่นแปซิฟิก ซึ่งประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในแนวเดียวกันนี้ยังมี ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน รวมอยู่ด้วย ดังนั้น การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับประเทศในแถบนี้ แต่เป็นความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ต้องตระหนักและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
ประเด็นที่ 2: แผ่นดินไหว “ระยะใกล้และระดับตื้น” ตัวการทวีความรุนแรง
ลักษณะเฉพาะของแผ่นดินไหวครั้งนี้คือการมีจุดศูนย์กลางในระดับตื้นมาก เพียง 10 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลกเท่านั้น ศ.ดร.อมร ชี้ว่าปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อความรุนแรงของแรงสั่นสะเทือนที่ผิวดิน เมื่อพลังงานถูกปลดปล่อยออกมาในระดับที่ไม่ลึกมาก คลื่นแผ่นดินไหวจึงสามารถเดินทางมาถึงพื้นผิวโลกได้โดยไม่สูญเสียพลังงานไปมากนัก ทำให้เกิดการสั่นไหวที่รุนแรงและสร้างความเสียหายแก่อาคารสิ่งปลูกสร้างได้อย่างมหาศาล แตกต่างจากแผ่นดินไหวระดับลึกที่พลังงานจะกระจายตัวและลดทอนความรุนแรงลงไปมากก่อนจะถึงผิวดิน
ประเด็นที่ 3: “โครงสร้างอาคาร” ปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย
บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ “ความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร” อาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหรือถึงขั้นพังถล่มลงมาส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมกันคือ:
- อาคารเก่าที่สร้างด้วยอิฐหรือหิน: อาคารเหล่านี้มักไม่มีการเสริมเหล็ก หรือมีในปริมาณที่น้อยมาก ทำให้ไม่สามารถรับแรงเฉือนจากแผ่นดินไหวได้และพังทลายลงมาอย่างง่ายดาย
- อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กความสูงน้อย (2-3 ชั้น): พบความเสียหายรุนแรงบริเวณชั้นล่างของอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดปรากฏการณ์ “ชั้นอ่อน” (Soft Storey) ซึ่งเสาชั้นล่างไม่สามารถรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือนได้ ทำให้เสาหักงอและอาคารถล่มยุบตัวลงมาที่ชั้นล่าง สาเหตุสำคัญมักมาจากการออกแบบให้ชั้นล่างเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เช่น ที่จอดรถ หรือร้านค้า ซึ่งมีจำนวนเสาน้อยกว่าชั้นบน ทำให้เกิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง
ประเด็นที่ 4: สึนามิที่ไม่รุนแรง
แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นในทะเล แต่กลับไม่พบการเกิดคลื่นสึนามิที่รุนแรงตามมา ศ.ดร.อมร อธิบายว่า เนื่องจากขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ 6.9 นั้น ยังไม่มากพอที่จะทำให้เกิดการยกตัวของมวลน้ำในมหาสมุทรได้อย่างมีนัยสำคัญ จนกลายเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ชายฝั่งได้
พลิกแฟ้มความเสี่ยงไทย: บทเรียนจากฟิลิปปินส์ที่ธุรกิจต้องตระหนัก
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟโดยตรง แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวโดยสิ้นเชิง ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังที่ต้องเฝ้าระวังถึง 16 กลุ่ม กระจายตัวอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้เป็นหลัก ซึ่งสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางถึงขนาดค่อนข้างใหญ่ได้
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างความเสี่ยงของฟิลิปปินส์และกรุงเทพมหานคร คือ ลักษณะของภัยคุกคาม ศ.ดร.อมร ได้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวสมมติที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ว่าเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดบนบกและเป็น “แผ่นดินไหวระยะไกล” ซึ่งผลกระทบจะแตกต่างออกไป โดยคลื่นแผ่นดินไหวระยะไกลจะส่งผลกระทบต่อ “อาคารสูง” ที่ตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อนอย่างกรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากลักษณะการสั่นไหวของอาคารสูงจะสอดคล้องกับคาบการสั่นของคลื่นระยะไกล ทำให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) และขยายความรุนแรงของการสั่นไหวได้
ดังนั้น บทเรียนจากฟิลิปปินส์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งใน 2 มิติสำหรับประเทศไทย:
- พื้นที่ใกล้รอยเลื่อน (ภาคเหนือ, ตะวันตก, ใต้): ความเสี่ยงจะคล้ายกับกรณีของเซบู คือเป็นแผ่นดินไหวระยะใกล้ที่ส่งผลกระทบต่ออาคารเตี้ยและอาคารเก่าที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นหลัก ธุรกิจ โรงงาน หรือคลังสินค้าในพื้นที่เหล่านี้จึงต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารอย่างเร่งด่วน
- พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล: แม้จะอยู่ไกลจากรอยเลื่อน แต่ด้วยลักษณะชั้นดินอ่อน ทำให้มีความเสี่ยงสูงสำหรับอาคารสูง คอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศ
จากบทเรียนสู่การลงมือ: ภาคธุรกิจจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร?
ศ.ดร.อมร ย้ำเตือนว่า “ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ” ดังนั้น การลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ “การเตรียมความพร้อม” โดยทำให้โครงสร้างพื้นฐานและอาคารมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ สำหรับภาคธุรกิจ นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการ:
- การตรวจสอบและประเมินโครงสร้าง (Structural Audit): ธุรกิจที่มีอาคาร โรงงาน หรือสำนักงานของตนเอง โดยเฉพาะอาคารที่สร้างมานาน ควรว่าจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างตามหลักวิศวกรรมแผ่นดินไหว เพื่อค้นหาจุดอ่อนและวางแผนเสริมความแข็งแรง (Retrofitting) ก่อนที่จะสายเกินไป
- การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างใหม่: ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านแผ่นดินไหวตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น การลงทุนเพิ่มในโครงสร้างที่แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ คือการลดความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ในอนาคต
- การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Planning – BCP): ภัยแผ่นดินไหวไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ตัวอาคาร แต่ยังส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชน ระบบไอที และความปลอดภัยของพนักงาน ธุรกิจต้องมีแผน BCP ที่ครอบคลุมสถานการณ์แผ่นดินไหว เช่น แผนอพยพ การสำรองข้อมูลนอกพื้นที่ และแผนการดำเนินงานจากสถานที่สำรอง
- การประกันภัย: ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยว่ามีความคุ้มครองความเสียหายจากแผ่นดินไหวหรือไม่ และวงเงินคุ้มครองเพียงพอต่อมูลค่าทรัพย์สินหรือไม่ การทำประกันภัยที่เหมาะสมเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน
โดยสรุป เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ฟิลิปปินส์คือกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้างและระบบเศรษฐกิจต่อภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดา การนิ่งนอนใจและหวังว่าภัยพิบัติจะไม่เกิดขึ้นกับเรา คือความประมาทที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเปลี่ยนบทเรียนราคาแพงจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับองค์กรและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
#แผ่นดินไหว #ฟิลิปปินส์ #เตือนภัยพิบัติ #วิศวกรรมโครงสร้าง #บริหารความเสี่ยง #เศรษฐกิจ #ธุรกิจ #ลงทุน #อสังหาริมทรัพย์ #ประเทศไทย #BCP #วงแหวนไฟ

