รัฐมนตรีดีอีสั่งปลัดกระทรวงฯ ตรวจสอบกระบวนการสรรหา ผอ. DEPA หลังพบข้อพิรุธเพียบ ชี้เป็นเรื่อง “ไม่ซับซ้อน” แต่ “เรื่องใหญ่” เหตุรักษาการหมดวาระ 2 สมัย แต่กลับนั่งเป็นกรรมการสรรหาเอง ส่อล็อคสเปค-ปิดกั้นโอกาสคนนอก ยันไม่เกี่ยวการเมือง ไม่คิดส่งคนของพรรค พร้อมกางปีกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย หวั่นต่างชาติ (SpaceX) ฮุบตลาด ห่วงความมั่นคง “สงครามทุกวันนี้ไม่ได้รบกันที่ชายแดน”
ท่ามกลางกระแสข่าวและความคลุมเครือในกระบวนการสรรหาผู้บริหารระดับสูงขององค์กรสำคัญด้านดิจิทัล ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์พิเศษ ชี้แจงถึงปมร้อนดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA (ดีป้า) ที่กำลังเป็นที่จับตามอง
รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าวยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน DEPA นั้น “ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลยแม้แต่นิดเดียว” แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “เรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่” ที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามายังกระทรวงฯ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อมอบหมายให้ทางปลัดกระทรวงฯ ดำเนินการตรวจสอบ ก็ได้พบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า กระบวนการสรรหามีความผิดปกติจริง
“สำหรับผม คือ ปฏิบัติหน้าที่มาปุ๊บ พอมีการร้องเรียน เราก็ตรวจสอบ ตรวจสอบปุ๊บ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ตรวจสอบอะไรยาก” รัฐมนตรีกล่าว
ปมพิรุธ 4 ประการ ที่ “ไม่ซับซ้อน” แต่ “ไม่ถูกต้อง”
จากการตรวจสอบเบื้องต้น รัฐมนตรีได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลใน 4 ประเด็นหลัก ที่ทำให้กระบวนการนี้ต้องถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
1. การดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระ: ประเด็นที่ชัดเจนที่สุด คือ ผู้อำนวยการ (รักษาการ) คนปัจจุบัน ได้ดำรงตำแหน่งมาแล้วครบ 2 วาระ ซึ่งตามกฎระเบียบที่ชัดเจน “มันเกิน 2 วาระ ไม่ได้อยู่แล้ว มันก็มีแค่นั้นเองครับ” รัฐมนตรีกล่าว ซึ่งหมายความว่าบุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งต่อตั้งแต่แรก
2. การยื้อเวลาและการดำเนินการล่าช้า: ตามกฎระเบียบปกติ การสรรหาบุคคลใหม่ต้องเริ่มดำเนินการ 3 เดือน (90 วัน) ก่อนที่ผู้อำนวยการคนเดิมจะหมดวาระ เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่าน (Transition) เป็นไปอย่างราบรื่น หากทำไม่ทัน สามารถต่อเวลาได้อีก 2 เดือน แต่ในกรณีนี้ “จากเวลาที่ท่านหมดวาระมาแล้ว ก็เลยมา 4 เดือนแล้วครับ” ซึ่งหมายความว่ามีการปล่อยให้ตำแหน่งรักษาการลากยาวเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายอย่างชัดเจน
3. กระบวนการสรรหาแบบ “ปิดลับ”: จุดที่น่าตกใจที่สุด คือ เมื่อกระทรวงฯ ทำจดหมายไปเพื่อตรวจสอบกระบวนการที่ล่าช้านี้ “อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องนี้ผุดขึ้นมา” โดยมีการร้องเรียนเพิ่มเติมว่า มีการประกาศรับสมัคร แต่เป็นการ “ประกาศแบบไม่เปิดเผย” และเพิ่งจะมาเปิดเผยต่อสาธารณะ “ตอนเหลือเวลาแค่เพียง 5 วัน” ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่อเจตนาปิดกั้นโอกาสของผู้สมัครรายอื่นอย่างชัดเจน
4. ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest): ประเด็นที่ร้ายแรงที่สุด คือ มีข้อมูลร้องเรียนว่า “ที่รักษาการอยู่เนี่ย ตัวเองก็อยู่ในคณะกรรมการสรรหา” รัฐมนตรีถึงกับอุทานว่า “ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจ ก็เลยสนใจเลย” การที่ผู้ที่หมดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งแล้ว กลับมานั่งเป็นหนึ่งในกรรมการคัดเลือกคนใหม่ด้วยตัวเอง ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน และทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการทั้งหมด
“ตอนแรก ไม่รู้เลย สนใจแค่ว่าอยู่ครบ 2 วาระ แล้วมีคนร้องเรียนมา ก็แค่แจ้งท่านปลัดฯให้ตรวจสอบ แต่พอตรวจสอบปุ๊บ รู้สึกว่ามีอะไรเยอะ” รัฐมนตรีกล่าวเสริม
ยัน “ไม่เกี่ยวการเมือง” ลั่นไม่ส่งคน-ปัดก้าวก่าย
รัฐมนตรีดีอีเอส ได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงอย่างหนักแน่น เพื่อสยบกระแสข่าวลือที่ว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเมือง หรือต้องการส่งคนของพรรคเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน
“มีคนมาร้องเรียนกับผม เขาก็บอกว่า เนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น ท่านรัฐมนตรีอยากจะ เอาคนของ รัฐมนตรีขึ้นไปเหรอ” รัฐมนตรีเล่าถึงข้อกล่าวหาที่เข้ามา “เรียนอย่างงี้ มีตำแหน่งรองปลัด 2 ตำแหน่งว่าง ผมยังไม่ตั้งเลย ครับ… อันนี้ (DEPA) ไม่ได้อยู่ในอำนาจ ยอมรับว่าเราไม่ได้อยู่ในอำนาจนี้ ผมไม่มีทางไปก้าวล่วงอยู่แล้ว”
เขาย้ำว่า แม้แต่ตำแหน่งที่อยู่ในอำนาจโดยตรงของตนเอง ก็ยังไม่ได้แต่งตั้ง แล้วจะไปก้าวก่ายในกระบวนการสรรหาของหน่วยงานอื่นได้อย่างไร
“กระบวนการทั้งหมด มันเกิดมาก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่งหมดแล้ว มันไม่ได้มาเกิดตอนหลังท่านมาเลย จะมีใคร ก็ไม่ใช่การเมือง แน่ๆ ดูซิ ผมมีคนเยอะมั้ยล่ะ รองปลัด 2 คน ผมยังตั้งไม่ได้เลย”
ปลัดฯ กล่าวเสริมว่า อำนาจของรัฐมนตรีในกระบวนการนี้ มีเพียงการ “เห็นชอบ” ตัวชี้วัด (KPI) และกรอบอัตราเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในการ “เลือก” หรือ “สรรหา” กรรมการหรือผู้อำนวยการคนใหม่แต่อย่างใด
“ปัญหา มันไม่ได้ เกิดจากกระทรวงฯ แต่เกิดจากตัวสำนักงานฯ เอง มีคนร้องเรียนก่อน เราก็เลยมาดู ถูกมั้ยครับ” รัฐมนตรีกล่าวตอกย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะมีการร้องเรียนถึงความไม่ปกติ ไม่ใช่การเริ่มจากฝั่งการเมือง
ส่อ “ล็อคสเปค” – ขาดองค์ประกอบกรรมการ
นอกจากประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว รัฐมนตรียังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสงสัยอีกว่า กระบวนการสรรหาครั้งนี้ อาจมีการ “ล็อคสเปค” คุณสมบัติผู้สมัคร
“มันต้องดูว่าจะตรวจสอบได้ลึกแค่ไหน เพราะว่าสิ่งที่ผมได้ทราบมา จากใจจริงก็อยากให้ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะว่า เห็นว่าตัว (คุณสมบัติ) ที่ปรพกาศออกมาก็เหมือนจะล็อคพอสมควร”
เขายอมรับว่าตนเองไม่มีประสบการณ์ในรายละเอียด แต่ “ผมแค่อยากให้มัน Open (เปิดกว้าง)”
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลอีกว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าว อาจไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย “ในกลุ่ม กรรมการ คัดสรร เนี่ย เห็นว่า จริงๆ แล้ว มันควรจะต้องมีพนักงาน จาก ก.พ.ร. … แต่ (กลับ) ไม่มี” ซึ่งการขาดผู้แทนจากหน่วยงานกลางที่กำกับดูแลมาตรฐาน ยิ่งทำให้กระบวนการนี้ขาดความน่าเชื่อถือ
แนวทางแก้ปัญหา: เดินหน้าตรวจสอบ-ยึดตามกฎหมาย
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ รัฐมนตรีให้คำตอบที่ชัดเจนว่า “ไม่เห็นต้องมีอะไรครับ ก็ดำเนินไปแล้ว ตรวจสอบไปแล้ว”
เขาได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงฯ ดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และได้มีการเชิญ “ประธานบอร์ด” ของ DEPA เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด
“ผมเชื่อว่า ถ้าเราตรวจสอบแล้วทุกอย่าง มันก็น่าจะสมูทขึ้น ผมเองก็เอาตามกฎหมายอย่างเดียว”
เมื่อถูกถามว่า หากผู้รักษาการคนดังกล่าวลาออกจากคณะกรรมการสรรหาและตำแหน่ง ผอ. กระบวนการจะโปร่งใสขึ้นหรือไม่ รัฐมนตรีตอบในเชิงหลักการว่า “สำหรับผมอ่ะ คือเราก็พยายามคุยมาเรื่อยๆ แต่มันเป็นเรื่องใหญ่นะ แต่ว่ ามันเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน มันใหญ่ตรงที่ว่า ถ้าเกิดเรานิ่งกับการกระทำผิด มันก็เหมือนเรารับรู้การปฏิบัติหน้าที่ ที่ผิด ถูกมั้ยล่ะ”
“ถ้าเกิดรู้ก็ต้องดำเนินการ เราก็ส่งท่านปลัดฯ ตรวจสอบก็แค่นั้นเองครับ” เขาสรุปอย่างชัดเจน
ห่วงความมั่นคง! กางปีกป้อง “Digital Infrastructure” ไทย
นอกเหนือจากประเด็นร้อนของ DEPA รัฐมนตรีดีอีเอส ยังได้แสดงวิสัยทัศน์และความกังวลอย่างยิ่งยวดต่อประเด็น “Digital Infrastructure” (โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล) ของประเทศ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากการเข้ามาของเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างชาติ
“สำหรับผมมันน่ากลัวมากนะ ถ้าเกิด Infrastructure ของทาง tech ของเรา ถูกฝั่งของประเทศอื่นเข้ามากลืน” รัฐมนตรีกล่าวอย่างกังวล
เขาได้ยกตัวอย่างการเจรจากับ SpaceX ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาให้ความสำคัญอย่างมาก
“ตอนที่ผมคุยกับทาง SpaceX เนี่ย เขาก็พยายามจะพูดนะครับ ว่าเขาไม่ ได้อยากเข้ามาในส่วนของ ecosystem ของประเทศไทยใด ๆ หรอก เขาแค่อยากจะมาช่วยตรงพื้นที่ บริเวณบนเขาที่มันยังสัญญาณไม่ถึง”
แต่รัฐมนตรีได้โต้แย้งกลับไปว่า “ถ้าคุณมีหุ้น 100% แล้วคุณมาทำแบบนี้เนี่ย โดยศักยภาพที่คุณมีเทคโนโลยีที่ advance กว่า และสามารถ compete ในเชิงของราคาได้มากกว่า สุดท้ายมันก็จะ (ฮุบตลาดไป)”
เขามองว่า นี่คือภัยคุกคามร้ายแรงที่ไม่ต่างจากระบบ Cloud หรือการสื่อสารโทรคมนาคม หากรัฐไม่เคร่งครัดในการกำกับดูแล “ผมว่าอีกหน่อยก็จะยิ่งกว่าเทคโอเวอร์อีก”
“สงครามทุกวันนี้มันไม่ได้รบกันที่ชายแดนโดยทหารใช่มั้ยครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่”
รัฐมนตรียืนยันว่า ตราบใดที่เขายังอยู่ในตำแหน่ง “ถ้าผมอยู่ตรงนี้ไม่ต้องห่วง” เขาจะทำเต็มที่ตามอำนาจหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ
#DEPA #ดีป้า #สรรหาผอDEPA #กระทรวงดีอีเอส #เศรษฐกิจดิจิทัล #ธรรมาภิบาล #ความมั่นคงดิจิทัล #SpaceX #TheReporterAsia

