HPE ผนึก Juniper ปฏิวัติเครือข่าย AI-Native สู่ Edge-to-Cloud

HPE ผนึก Juniper ปฏิวัติเครือข่าย AI-Native สู่ Edge-to-Cloud

สัมภาษณ์พิเศษ “เพอร์รี่ ซุย” ผู้จัดการทั่วไป HPE Networking ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ถึงเบื้องหลังการเข้าซื้อกิจการ Juniper Networks ที่ถือเป็น “จังหวะก้าวสำคัญ” เผยวิสัยทัศน์การสร้างสถาปัตยกรรม “Edge-to-Cloud” ที่แท้จริง ชูจุดแข็งการผสาน GreenLake เข้ากับ Mist AI เพื่อสร้างเครือข่าย AI-Native อัจฉริยะ ที่สามารถกำหนดค่า เพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาได้เอง พร้อมเจาะลึกกลยุทธ์การรับมือความท้าทายในตลาด SEATH และนิยามใหม่ของ “AI-native Security” ที่จะพลิกโฉมการรักษาความปลอดภัยแบบ Zero Trust

ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งการปฏิรูปทางดิจิทัล (Digital Transformation) และการมาถึงของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจทั่วโลก “เครือข่าย” (Networking) ได้กลายมาเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญยิ่งกว่าที่เคย องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ต่างกำลังมองหาโซลูชันที่ไม่ได้เป็นเพียงท่อส่งข้อมูล แต่ต้องเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถปรับตัว คาดการณ์ และตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์

ในบริบทนี้ การประกาศเข้าซื้อกิจการ Juniper Networks ของ HPE ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่แค่การรวมตัวของสองยักษ์ใหญ่ แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงทิศทางอนาคตของเครือข่ายองค์กร ที่มุ่งสู่การเป็น “AI-Native” อย่างเต็มรูปแบบ

TheReporterAsia ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษ คุณเพอร์รี่ ซุย ผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง (SEATH) ของ HPE Networking เพื่อเจาะลึกถึงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เบื้องหลังการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์นี้

จุดลงตัวที่สมบูรณ์แบบ: กำเนิดสถาปัตยกรรม “Edge-to-Cloud” ที่แท้จริง

การเข้าซื้อกิจการ Juniper Networks ไม่ใช่แค่การขยายพอร์ตโฟลิโอ แต่คุณเพอร์รี่ ซุย ย้ำว่านี่คือ “ช่วงเวลาสำคัญสำหรับ HPE” เป้าหมายคือการสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “พอร์ตโฟลิโอเครือข่าย AI-Native ที่เป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งจะมาสร้างนิยามใหม่ให้กับวิธีที่องค์กรต่างๆ ใช้ในการเชื่อมต่อ ป้องกัน และสร้างนวัตกรรมในยุคดิจิทัล

หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือ “การผนึกกำลังที่ลงตัว” (Strongest Synergy) ระหว่างสองเทคโนโลยีหลัก:

  1. HPE GreenLake: แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนสมองส่วนกลางที่มอบคุณสมบัติด้านการจัดการไฮบริดคลาวด์ คอมพิวต์ และขีดความสามารถที่ Edge อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้
  2. Juniper Mist AI และแพลตฟอร์มเครือข่าย Cloud-Native: นี่คือระบบประสาทอัจฉริยะ ที่นำเสนอการทำงานอัตโนมัติเชิงลึก (Deep Automation) การสังเกตการณ์ (Observability) และความชาญฉลาดในด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience Intelligence)

“การผสมผสานจุดแข็งเหล่านี้” คุณเพอร์รี่ อธิบาย “ทำให้เราสามารถส่งมอบสถาปัตยกรรม Edge-to-Cloud ที่แท้จริง ซึ่งง่ายกว่า ชาญฉลาดกว่า และปลอดภัยกว่า”

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าองค์กรต่างๆ จะสามารถบริหารจัดการทุกสิ่งตั้งแต่เครือข่ายในแคมปัส (Campus) ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ (Multi-cloud) ด้วยความแม่นยำที่ขับเคลื่อนด้วย AI

“นี่คือสิ่งที่ทำให้ HPE แตกต่างในตลาด: แพลตฟอร์มเดียวที่ผสานรวมกัน ซึ่งรวมความอัจฉริยะของคลาวด์ คอมพิวต์ และเครือข่ายไว้ภายใต้โมเดลการดำเนินงานเดียว”

การมีแพลตฟอร์มเดียวที่ผสานรวมทุกอย่าง (Single, Integrated Platform) ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับ CIO และผู้บริหารฝ่ายไอที ที่ผ่านมา พวกเขามักต้องปวดหัวกับการบริหารจัดการเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่แยกส่วนกัน (Silos) ซึ่งไม่เพียงแต่ซับซ้อน แต่ยังสร้างช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและขัดขวางนวัตกรรม การผนวกรวมนี้จึงเป็นการทลายกำแพงเหล่านั้น ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมของระบบนิเวศไอทีทั้งหมดได้จากจุดเดียว

รากฐานแห่งอนาคต: พลังของ “Cloud-Native” และ “AI-Driven”

คุณเพอร์รี่เน้นย้ำว่า หลักการ “Cloud-native” และ “AI-driven” ไม่ใช่แค่คำศัพท์ทางการตลาดอีกต่อไป แต่ “ตอนนี้คือรากฐานของเครือข่ายยุคใหม่”

ในสภาพแวดล้อมขององค์กรแบบกระจายศูนย์ (Distributed Enterprise) ในปัจจุบัน ที่พนักงานทำงานได้จากทุกที่ อุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อจากทุกจุด และข้อมูลถูกประมวลผลทั้งที่ Edge และบนคลาวด์ องค์กรต่างๆ “ต้องการเครือข่ายที่สามารถปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ ทำงานซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ และคาดการณ์ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น”

นี่คือจุดที่การผสานรวมระหว่าง GreenLake และ Mist AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ

คุณเพอร์รี่ชี้ให้เห็นว่า โซลูชันใหม่นี้กำลัง “ช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่เครือข่ายอัตโนมัติ (Autonomous Networking) ที่ซึ่งเครือข่ายสามารถกำหนดค่า เพิ่มประสิทธิภาพ และซ่อมแซมตัวเองได้ โดยอาศัยข้อมูลและความตั้งใจ (Intent)”

ประโยชน์สำหรับภูมิภาค SEATH ที่หลากหลาย: สำหรับตลาดที่มีความหลากหลายสูงอย่าง SEATH ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเต็มที่ ไปจนถึงตลาดเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แนวทางนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

“องค์กรในภูมิภาคนี้ดำเนินงานในหลายพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด” คุณเพอร์รี่กล่าว “สิ่งที่พวกเขาจะได้รับคือ การจัดการที่ง่ายขึ้น (Simplified Management) การมองเห็นที่ดีขึ้น (Improved Visibility) และการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วขึ้น (Faster Troubleshooting) ตลอดทั้ง Edge, Data Center และ Cloud”

ท้ายที่สุดแล้ว การผสานรวมนี้นำ “พลังของความคล่องตัวแบบคลาวด์และความอัจฉริยะของ AI มาสู่จุดที่ธุรกิจดำเนินงานอยู่จริง” ลองจินตนาการถึงธุรกิจค้าปลีกที่สามารถปรับเปลี่ยนเครือข่ายในสาขาได้ทันทีเพื่อรองรับโปรโมชั่นใหม่ หรือโรงพยาบาลที่เครือข่ายสามารถจัดลำดับความสำคัญของอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญได้เองอัตโนมัติ นี่คืออนาคตที่ HPE กำลังสร้างขึ้น

นวัตกรรมทวีคูณ: เมื่อ Networking, Hybrid Cloud และ HPC รวมพลังกัน

HPE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เครือข่ายและคลาวด์ แต่กำลังผสานรวม “Networking,” “Hybrid Cloud,” และ “High-Performance Computing (HPC)” เข้าด้วยกัน คุณเพอร์รี่อธิบายว่านี่คือการ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม (Innovative Fabric) สำหรับองค์กร”

การรวมกันของสามองค์ประกอบที่ทรงพลังนี้ จะปลดล็อกนวัตกรรมและกรณีการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างไร?

คุณเพอร์รี่อธิบายว่า “การผสมผสานนี้ช่วยให้ลูกค้าย้ายข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาดระหว่าง Edge และ Cloud ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมพลังการประมวลผลมหาศาล (Massive Compute Power) สำหรับการฝึกฝน AI (AI Training), การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ (Real-time Decision-making)”

ตัวอย่างรูปธรรม: บริษัทการผลิตแห่งอนาคต คุณเพอร์รี่ได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทผู้ผลิตที่มองการณ์ไกล ซึ่งใช้ประโยชน์จากความสามารถที่ผสมผสานกันนี้:

  1. Networking (ด้วย Juniper Mist): บริษัทสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเรียลไทม์สำหรับอุปกรณ์ IoT และหุ่นยนต์การผลิตบนสายพานในโรงงาน
  2. Hybrid Cloud (ด้วย GreenLake): แพลตฟอร์มนี้มอบความคล่องตัวในการขยาย (Scale) การประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ตามความต้องการ (On Demand) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและการดำเนินงานตามความต้องการในการผลิตที่ผันผวน
  3. HPC (จาก HPE): โซลูชัน HPC ช่วยเร่งการจำลองสถานการณ์และการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ซ้ำๆ (Product Design Iterations) หรือการพยากรณ์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Forecasting) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและขับเคลื่อนความคล่องตัวทางธุรกิจ

“แนวทางที่ผสานรวมกันอย่างแน่นหนานี้” คุณเพอร์รี่สรุป “ไม่เพียงแต่ช่วยลด Downtime แต่ยังเปิดใช้งานการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) และการทำงานอัตโนมัติของเวิร์กโฟลว์ (Workflow Automation) เพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้นและส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าแก่ลูกค้า”

พลังที่ปลดล็อกออกมานี้ คือการ “ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่อิงตามข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligence-driven Decision-making) และความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน” ในแบบที่ปรับขนาดได้ ปลอดภัย และสอดคล้องกับความต้องการของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยุคใหม่

ก้าวใหม่ของความปลอดภัย: นิยาม “AI-native Security” กับ Zero Trust

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือแนวคิด “AI-native Security” ซึ่ง HPE นำเสนอในงาน Black Hat USA 2025 คุณเพอร์รี่อธิบายว่านี่คือ “วิวัฒนาการที่สำคัญ” ที่ก้าวข้าม “AI-powered Security” แบบดั้งเดิม

ความแตกต่างคืออะไร?

  • AI-powered Security (แบบดั้งเดิม): ใช้โมเดล Machine Learning เพื่อตรวจจับความผิดปกติ (Anomalies) และตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบไดนามิก
  • AI-native Security (แนวทางใหม่): ฝังระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Automation) และความเข้าใจเชิงลึกในบริบท (Deep Contextual Understanding) ลงในสถาปัตยกรรมความปลอดภัยโดยตรง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ แพลตฟอร์ม AI-Native “ทำงานแบบ ‘Agentically'” คุณเพอร์รี่อธิบาย “หมายความว่าพวกมันสามารถดำเนินการแก้ไขโดยอัตโนมัติ (Autonomously Take Corrective Actions) โดยไม่ต้องรอการแทรกแซงจากมนุษย์ และยังดูแลโมเดล AI ไว้ภายในโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยของตนเอง (Natively)”

แนวทางนี้ส่งผลมหาศาล เพราะช่วย “ลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลสู่ภายนอก (External Data Exposure Risks)” และช่วยให้สามารถบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ที่สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจขององค์กรได้ละเอียดยิ่งขึ้น

การนำไปใช้จริงกับ Zero Trust: ในยุคที่พื้นผิวการโจมตี (Threat Surfaces) ขยายตัวไม่สิ้นสุด แนวคิด Zero Trust (การไม่ไว้วางใจสิ่งใดเลย) จึงเป็นสิ่งจำเป็น

คุณเพอร์รี่กล่าวว่า โซลูชันของ HPE-Juniper “นำแนวทาง AI-native Security นี้มาสู่ชีวิตจริง โดยการฝัง Agentic AI ไว้ภายในระบบควบคุมเครือข่ายและความปลอดภัย”

สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรสามารถ “ใช้กรอบการทำงาน Zero Trust แบบองค์รวมและปรับตัวได้ (Holistic and Adaptive Zero Trust)”

โซลูชันนี้จะ “ตรวจสอบผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันทุกรายการในบริบทของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง” ใช้การแบ่งส่วนเครือข่ายแบบไดนามิก (Dynamic Segmentation) และการบรรเทาภัยคุกคามอัตโนมัติ (Automated Threat Mitigation) แบบเรียลไทม์ เพื่อลดความเสี่ยงทั่วทั้ง Edge, Data Center และ Multi-cloud

ผลลัพธ์ที่ได้คือ “การลดภาระงานด้านความปลอดภัยที่ต้องทำด้วยตนเอง (Manual Security Overhead) ในขณะที่เร่งการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม” ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับ Zero Trust ที่ปรับขนาดได้และเท่าทันภัยคุกคามยุคใหม่

การนำทางใน SEATH และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น

ในฐานะผู้นำที่ดูแลภูมิภาค SEATH คุณเพอร์รี่มองเห็นความท้าทายและโอกาสที่ชัดเจน

“ภูมิภาค SEATH เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลวัตและความหลากหลายมากที่สุดในโลก” เขากล่าว “มีตั้งแต่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับสูงไปจนถึงเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ละตลาดมีระดับการยอมรับคลาวด์ (Cloud Adoption) วุฒิภาวะของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Maturity) และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ (Regulatory Environments) ที่แตกต่างกัน”

ความท้าทายนี้ต้องการพันธมิตรที่ยืดหยุ่นและเข้าใจความต้องการเฉพาะของท้องถิ่น สำหรับคำถามสำคัญที่ว่าลูกค้าเดิมของทั้ง HPE (Aruba) และ Juniper จะได้รับผลกระทบอย่างไร คุณเพอร์รี่ให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจน

“เรามุ่งเน้นที่จะสร้างความมั่นใจในการเดินทางสู่การผสานรวมที่ราบรื่น (Seamless Integration Journey) สำหรับลูกค้า HPE Aruba และ Juniper ที่มีอยู่เดิม”

แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ประกอบด้วย:

  1. การปรับระบบนิเวศของพาร์ทเนอร์ (Aligning Partner Ecosystems): เพื่อให้แน่ใจว่าพาร์ทเนอร์สามารถนำเสนอโซลูชันที่ผสานรวมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การรวมโมเดลการสนับสนุน (Unifying Support Models): ลูกค้าจะยังคงได้รับบริการและนวัตกรรมในระดับที่พวกเขาไว้วางใจเช่นเดิม แต่ตอนนี้จะมีพอร์ตโฟลิโอที่กว้างขึ้นและขีดความสามารถด้าน AI ที่ลึกขึ้น
  3. การลงทุนในการฝึกอบรมระดับท้องถิ่น (Local Enablement Programs): HPE กำลัง “ลงทุนในโปรแกรมการเสริมสร้างขีดความสามารถและการริเริ่มการฝึกอบรมในท้องถิ่น” เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์และลูกค้าใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของพอร์ตโฟลิโอที่ผสานรวมกัน

วิสัยทัศน์อนาคต: เครือข่ายอัตโนมัติ และ “Next Big Thing”

เมื่อมองไปข้างหน้า 3-5 ปี วิสัยทัศน์ของ HPE สำหรับตลาดเครือข่ายองค์กรนั้นชัดเจนและทะเยอทะยาน

“เรามองเห็นเครือข่ายองค์กรที่พัฒนาไปสู่ระบบนิเวศ AI-Native และ Cloud-Native อย่างสมบูรณ์แบบ” คุณเพอร์รี่กล่าว “หนึ่งในเครือข่ายที่เป็นอิสระ (Autonomous) ปรับตัวได้ (Adaptive) และคาดการณ์ได้ (Predictive) โดยการออกแบบ”

วิสัยทัศน์สูงสุด (Ultimate Vision) ของ HPE คือการ “เป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด (Most Trusted Partner) สำหรับการเชื่อมต่ออัจฉริยะและปลอดภัยตั้งแต่ Edge ถึง Cloud”

สำหรับ “Next Big Thing” ที่เราคาดหวังได้จากการรวมพลังของ HPE และ Juniper คุณเพอร์รี่ชี้ไปที่ “ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ (Breakthroughs) ในการรับประกันประสิทธิภาพเครือข่าย (Network Assurance), แอปพลิเคชัน Edge AI และการจัดการแบบครบวงจรภายใต้แพลตฟอร์ม GreenLake”

“โดยสรุป” คุณเพอร์รี่ทิ้งท้าย “เรากำลังกำหนดอนาคตที่องค์กรต่างๆ สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างไร้ขีดจำกัด ดำเนินงานด้วยความมั่นใจ และบรรลุผลลัพธ์ได้เร็วกว่าที่เคยเป็นมา”

การสัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การควบรวมกิจการของ HPE และ Juniper ไม่ใช่แค่การขยายขนาด แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในอนาคตที่ทุกสิ่งถูกขับเคลื่อนด้วย AI และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อบนคลาวด์ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน

#HPE #JuniperNetworks #HPEGreenLake #MistAI #AINative #EdgeToCloud #HybridCloud #HPC #ZeroTrust #AINativeSecurity #SEATH #DigitalTransformation #Networking #TheReporterAsia #ExclusiveInterview

Related Posts