กสทช. ควงตำรวจชุดใหญ่ บุกชายแดนแม่สาย-เชียงแสน สั่งลุยตรวจเสาสัญญาณมือถือ หลังพบสัญญาณไทยยังทะลักข้ามแดนไปฝั่งพม่า-ลาว กลายเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ชั้นดีให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกคนไทย “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” รักษาการเลขาธิการฯ ลั่น เตรียมเสนอที่ประชุม กสทช. สั่ง “พักใช้” สถานีที่ฝ่าฝืนทันที ชี้ต้องสร้างสมดุลที่เปราะบางระหว่างความมั่นคงทางไซเบอร์กับการค้าชายแดนที่กำลังฟื้นตัว
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนภาคเหนือ โดยเฉพาะ อ.แม่สาย และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อันเป็นจุดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญ ได้กลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการพิเศษ เมื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้นำทีมสำนักงาน กสทช. และสำนักงาน กสทช. ภาค 3 (ดูแลภาคเหนือ) ลงพื้นที่ด้วยตนเอง
ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การตรวจราชการทั่วไป แต่เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง นำโดย พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 และ พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม รอง ผบก.บก.ป. จากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่ตรวจสอบนั้น มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาอาชญากรรมระดับชาติ
เป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการ “ตรวจวัด-ตรวจสอบ-และ-จัดการ” เสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการค่ายมือถือไทย ที่ตั้งอยู่ประชิดแนวตะเข็บชายแดน หลังหน่วยงานความมั่นคงชี้เป้าว่า พื้นที่เหล่านี้คือ “พื้นที่เสี่ยง” ที่แก๊งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ใช้ประโยชน์จากสัญญาณมือถือของไทยในการก่อเหตุหลอกลวงคนไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
บินโดรนชี้เป้า “คิงส์โรมัน” พบสัญญาณล้ำจริง!
ทีมปฏิบัติการได้แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ที่สะท้อนภาพปัญหาได้ชัดเจนที่สุด:
-
จุดแรก: สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 (อ.แม่สาย) จุดนี้คือประตูการค้าหลักที่เชื่อมต่อกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ ทีมงานได้ทำการตรวจวัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างละเอียด เพื่อดูว่ารัศมีสัญญาณ (Signal Spillover) จากฝั่งไทย “ล้ำ” ข้ามแม่น้ำสายเข้าไปในฝั่งเมียนมาร์มากน้อยเพียงใด
-
จุดที่สอง: พื้นที่ตรงข้าม “คิงส์โรมัน” (อ.เชียงแสน) จุดนี้มีความซับซ้อนและท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นที่ตั้งของ “คิงส์โรมัน” แหล่งทุนจีนสีเทาขนาดใหญ่ และถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ การตรวจสอบภาคพื้นดินอาจไม่เพียงพอ ทีม กสทช. จึงได้ใช้ “โดรน” (Drone) บินขึ้นสำรวจและตรวจวัดสัญญาณทางอากาศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุดว่า สัญญาณไทยรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เป้าหมายลึกเพียงใด
ผลการตรวจสอบที่ออกมา “น่าผิดหวัง” แต่ “ไม่เหนือความคาดหมาย”
นายไตรรัตน์ เปิดเผยผลการตรวจสอบว่า “ยังคงพบสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ล้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน”
การค้นพบนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Operator) ยังคงไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ กสทช. กำหนดไว้ สำหรับการตั้งสถานีวิทยุคมนาคมในพื้นที่ชายแดน ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า “ความแรงสัญญาณต้องไม่ล้ำข้ามเขตแดน” เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
สัญญาณล้ำแดน: “ท่อน้ำเลี้ยง” เศรษฐกิจสีเทา
ทำไมการที่สัญญาณมือถือไทยล้ำข้ามแดนเพียงไม่กี่กิโลเมตร จึงกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ กสทช. และตำรวจต้องผนึกกำลังเข้าปราบปราม?
คำตอบคือ นี่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) สำคัญที่หล่อเลี้ยง “เศรษฐกิจอาชญากรรมไซเบอร์” (Cybercrime Economy)
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานทัพอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ท่าขี้เหล็ก (เมียนมาร์) หรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (สปป.ลาว) ต้องการใช้ “เบอร์ไทย” และ “สัญญาณไทย” ในการโทรศัพท์หรือส่ง SMS หลอกลวงเหยื่อในประเทศไทย
การที่สัญญาณไทยล้ำเข้าไป ทำให้ขบวนการเหล่านี้:
-
ลดต้นทุน: สามารถใช้ซิมการ์ดไทยที่หาซื้อได้ง่าย โทรกลับมาหลอกคนไทยในอัตราค่าโทรในประเทศ (หรือตามโปรโมชั่น) แทนที่จะต้องโทรข้ามแดนในอัตราที่สูงลิ่ว
-
สร้างความน่าเชื่อถือ: เบอร์ที่โทรเข้าหาเหยื่อจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์ในประเทศ ไม่ใช่เบอร์แปลกปลอมจากต่างประเทศ (+xxxx) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น
-
ยากต่อการตรวจสอบ: ทำให้การสืบสวนติดตามเส้นทางการโทรเป็นไปได้ยากลำบาก เพราะต้นทางของสัญญาณมาจากเสาในประเทศไทย
การที่ กสทช. พยายาม “ตัด” สัญญาณที่ล้ำแดนเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” และทำลายแต้มต่อสำคัญของขบวนการเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

“ดาบ” ของ กสทช. : พักใช้ใบอนุญาตสถานีทันที!
เมื่อการตักเตือนและมาตรการเดิมๆ ไม่ได้ผล กสทช. ก็เตรียมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้เฉียบขาดที่สุด
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ประกาศชัดเจนว่า จากผลการตรวจสอบที่พบการฝ่าฝืนซึ่งหน้าในครั้งนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม กสทช. (บอร์ดใหญ่) เพื่อพิจารณา “พักใช้” การตั้งสถานีวิทยุคมนาคม ของผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในทันที
นี่คือมาตรการขั้นเด็ดขาดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของผู้ให้บริการโทรคมนาคม การถูก “พักใช้สถานี” แม้จะเป็นเพียงบางเสา แต่หมายถึง:
-
รายได้ที่หายไป: จากผู้ใช้งานในพื้นที่นั้นๆ
-
คุณภาพบริการที่ลดลง: ลูกค้าในพื้นที่ อ.แม่สาย หรือ อ.เชียงแสน ที่เป็นผู้ใช้งานสุจริต จะได้รับผลกระทบ สัญญาณอาจขาดหาย
-
ต้นทุนการแก้ไข: ผู้ให้บริการต้องเร่งลงทุนปรับปรุงเทคนิคตามที่ กสทช. สั่งการโดยด่วน
นายไตรรัตน์ ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาสัญญาณล้ำสามารถทำได้ และต้องทำทันที “ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องปรับเทคนิคให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่… เช่น การใช้เทคนิคเพื่อจำกัดรัศมีการให้บริการของเสาสัญญาณ ให้อยู่ในเขตเฉพาะบริเวณชายแดนไทย”
เทคนิคเหล่านี้ รวมถึงการปรับมุมก้ม-เงยของสายอากาศ (Antenna Tilting) การปรับกำลังส่ง (Power Control) หรือการใช้เสาอากาศแบบมีทิศทางชัดเจน (Directional Antennas) เพื่อ “บีบ” สัญญาณให้อยู่ในเขตแดนไทยเท่านั้น
ภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”: ปากท้อง ปะทะ ความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการ “ซีล” ชายแดนครั้งนี้ ก็นำมาซึ่งความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุด นั่นคือการสร้าง “สมดุล” ระหว่างความมั่นคง กับ ปากท้องของประชาชน
นายไตรรัตน์ ยอมรับว่า กสทช. ตระหนักถึงปัญหานี้ดี
“การทำงานของ สำนักงาน กสทช. พยายามทำให้คุณภาพสัญญาณเกิดความสมดุลในด้านคุณภาพผู้ใช้งานโทรศัพท์ที่อาศัยและค้าขายบริเวณพื้นที่ชายแดน”
อ.แม่สาย และ อ.เชียงแสน ไม่ใช่แค่พื้นที่เสี่ยง แต่ยังเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจ” ที่มีการค้าชายแดนสะพัดวันละหลายร้อยล้านบาท ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยว จำเป็นต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือในการทำธุรกรรม
“ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบาย… เราก็ไม่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตค้าขาย” นายไตรรัตน์กล่าว (อ้างอิงถึงนโยบายที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัล)
การค้าขายยุคใหม่ ตั้งแต่การสแกน QR Code จ่ายเงิน การใช้แอปพลิเคชันธนาคาร ไปจนถึงการติดต่อโลจิสติกส์ ล้วนพึ่งพาสัญญาณมือถือที่ “แรงและเสถียร” หาก กสทช. ใช้ยาแรงเกินไป ด้วยการลดกำลังส่งสัญญาณทั้งหมดในพื้นที่ชายแดน ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจชายแดนก็จะเกิดขึ้นมหาศาลเช่นกัน
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ กสทช. ต้องบริหารจัดการ ผู้ให้บริการต้องลงทุนใช้เทคโนโลยีที่ “เฉียบคม” พอที่จะให้บริการคนไทยที่ริมขอบชายแดนได้ แต่สัญญาณต้อง “หยุด” ทันทีที่ข้ามพรมแดน
นายไตรรัตน์ จึงกล่าวทิ้งท้ายเพื่อขอความเข้าใจจากประชาชนในพื้นที่ว่า: “ในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ประชาชนเข้าใจว่าคุณภาพสัญญาณอาจไม่ดีที่สุด แต่เราจะคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก”
นี่คือ “New Normal” ของการใช้สัญญาณมือถือในพื้นที่ชายแดน ที่ “ความปลอดภัย” อาจต้องมาก่อน “ความเร็วแรง”
#กสทช #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ชายแดนแม่สาย #สัญญาณมือถือ #อาชญากรรมเทคโนโลยี #เศรษฐกิจชายแดน #ไตรรัตน์วิริยะศิริกุล #ตำรวจไซเบอร์ #สามเหลี่ยมทองคำ #เชียงราย #สัญญาณล้ำแดน #คิงส์โรมัน

